‘เหยื่อทรมาน’ จ่อใช้เงินเยียวยา ‘สู้คดีอาญา’ เล่าเกณฑ์ทหาร-ครูโหด-ตำรวจเรียกค่าไถ่ คาใจ ทำไมนาน? ตำรวจไม่ส่งฟ้องสักที
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ห้อง Conference Hall ชั้น 2 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดกิจกรรม “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี : 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ”
โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะเลขาธิการอนุ กมธ. ร่วมกล่าวเปิดงาน แถลงผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมสะท้อนผลการขับเคลื่อน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 (พ.ร.บ.ทรมานฯ)
สำหรับไฮไลต์ของปีนี้คือความคืบหน้าเรื่อง “ระเบียบคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ.2568” ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568
โดยหลังจาก พ.ร.บ.ทรมานฯ มีผลบังคับใช้ครบ 3 ปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาฯ ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาแล้ว 33 กรณี (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มี.ค.68-22 ก.พ.69) แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย (รายละ 500,000 บาท), ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย (100,000 – 250,000 บาท) และ ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย (500,000 บาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท ทั้งนี้ สำหรับกรณีเป็นสามีภริยา (คู่สมรส) บุพการี ผู้สืบสันดานและได้รับผลกระทบโดยตรง มีอัตราการจ่าย 100,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ การประสานกำชับเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานต้นสังกัด ผู้กระทำความผิดขอโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัวผู้เสียหาย เป็นต้น
ต่อมาเวลา 10.30 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “เสียงจากผู้เสียหาย : ความเจ็บปวดที่ไม่ควรเกิดซ้ำ”
น.ส.โสภาพรรณ พัดมาสกุล มารดาพลทหารวรปรัชญ์ ผู้เสียหายจากการถูกกระทำทรมานเมื่อปี 2567 กล่าวว่า อาการของลูกคือกระดูกซี่โครงหัก 11 คู่ ทั้งกระดูกไหปลาร้า กระดูกสันหลังด้านขวา และกระดูกสันหลังระดับอกและเอว ทำให้มีความรู้สึกว่ามันใช่หรือ กับการที่น้องตั้งใจสมัครทหารไปรับใช้ชาติ กลับต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้

“อายุเพียงแค่ 18 ปี เป็นเพียงเยาวชนที่ตั้งใจ นี่หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ท่านบอกว่าค่ายทหารของท่านมีความปลอดภัย นี่หรือคือสิ่งที่เยาวชนคนนึงพึงจะได้รับ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่เรามี พ.ร.บ.ทรมานฯ
“น้องเข้ามาตรา 5 ตาม พ.ร.บ.ทรมานฯ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านมยุรี จำจรัส ผอ.สำนักงานยุติธรรมจังหวัดชลบุรี, ท่านอัยการคณะทำงาน, ท่านศักดา รื่นภิรมย์ ท่านอัยการเจ้าของคดี และยังมีกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิ กองทรมานฯ ที่เข้ามาดูแลให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้ และเป็นที่ปรึกษาในด้านกฎหมาย เป็นสื่อกลาง ที่ช่วยประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มต้น ต้องขอบคุณกองนี้มากๆ ที่เข้ามาช่วยดูแล ทั้งตัวเงินก็ดี ที่ได้มา เราจะใช้สู้คดีอาญาต่อไป” น.ส.โสภาพรรณเผย
น.ส.โสภาพรรณกล่าวต่อว่า ส่วนด้านกฎหมาย ทางกองก็ให้คำแนะนำประสานงาน ในด้านสภาพจิตใจ ทางกองก็มีการสอบถามประสานงานเพื่อให้แพทย์มาดูแลผู้เสียหาย เพราะมีภาวะความเครียด ความกังวล นอนไม่หลับ
“นี่คือสิ่งที่ได้รับมาจากความที่เขาต้องการไปรับใช้ชาติ อยากฝากถึงผู้มีอำนาทุกท่าน รวมถึงผู้มีอำนาจทุกภาคส่วน อยากทวงถามว่าต่อให้คดีนี้ในศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีแรก อีก 2 วันจะหลุดฝาก จึงจะมีการสั่งฟ้อง อยากสอบถามไปทางตำรวจ ทำไมมันถึงนานจัง? ถ้าทางอัยการท่านส่งฟ้องไม่ทัน สิ่งที่ตามมาจะคืออะไร ?” น.ส.โสภาพรรณกล่าว
น.ส.โสภาพรรณกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังอยากทวงถามเกี่ยวกับมาตรา 72 ที่ตนได้ไปแจ้งความเพิ่มเมื่อ สิงหาคม 68 จนวันนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย
“วันนี้มีโอกาสมาพูดก็ขอทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รบกวนขอความร่วมมือช่วยเหลือตรงนี้ด้วย สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิฯ กองทรมานฯ ที่ให้ความช่วยเหลือ ทำเหมือนเราเป็นครอบครัวคนหนึ่ง ขอให้ท่านรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็มต่อไป” น.ส.โสภาพรรณกล่าว
ด้าน น.ส.สุรีวัลย์ รัชดารักษ์ ผู้ปกครอง ด.ญ.เม แองเจิล อู ผู้เสียหายจากการถูกกระทำการที่โหดร้าย กล่าวว่า เรื่องราวจำได้ทุกอย่าง ดิฉันเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารพื้นบ้านที่เกาะสมุย ถือเป็นร้านมีชื่อเสียง 1 ใน 3 ของเกาะ พนักงานในครัวมีลูกสาว ปรากฏว่ากลับมาจากโรงเรียนเจอรอยฟาด เป็นรอยฝ่ามือประมาณ 5 รอยที่หลัง แต่เขาไม่กล้าเล่าให้เราฟัง เพราะรู้ว่าเจ้านายไม่ยอมเรื่องพวกนี้แน่ เขากลัวว่าลูกจะไม่มีที่เรียน เพราะว่าด้านการศึกษาในเกาะสมุย โรงเรียนทางเลือกมีไม่เยอะ
“จนวันนึงครอบครัวเขามาเล่าให้ดิฉันฟัง วันรุ่งขึ้นดิฉันเลยไปที้โรงเรียน ไม่คิดว่าเรื่องเราจะใหญ่โต เพราะครูตีเด็กกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะในรุ่นเราก็โดนตี จนมันมีคำขวัญว่า ‘ไม้เรียว ทำให้คนเป็นรัฐมนตรี’ สิ่งหนึ่งที่เราเจอ คุณครูรู้ว่าเราจะไป เขาก็เตี๊ยมกับเด็กให้บอกว่า ‘ชนประตู’ ไม่ใช่โดนตี แต่เท่าที่เราทราบมี 5 คนที่โดน

“เราถามเด็ก แล้วครูเขายอมรับว่าตีซ้ำไปที่รอยประตู เราเลยบอกว่า ‘คุณไม่มีสิทธิที่จะตีเด็กแบบนี้ ตีได้ คือตีที่ขาหรือก้น ไม่ใช่ฟาดที่ข้างหลัง’ ตอนนี้สัตว์ทั้งหลาย แม้แต่หมาแมวที่โดนทำร้ายยังต้องโทษเลย แต่อันนี้คน” น.ส.สุรีวัลย์กล่าว และว่า ปรากฏว่าครูคนอื่นเข้ามารุม ‘พี่คะ พี่บอกว่าหมาแมวมีชีวิต ครูก็มีชีวิต’ พูดไปพูดมากลายเป็นเราผิด เลยกลับมาเลือกที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งที่ไม่โอเคคือ เราโทรหานายกเทศมนตรี ก็รับปากว่าจะส่งเรื่องให้คนไปดูแล แต่กลับมีผู้หลักผู้ใหญ่ แม้กระทั่งเจ้าอาวาส (โรงเรียนตั้งอยู่ในวัด) ติดต่อให้เราไม่เอาเรื่อง แต่ไม่มีใครมาดูเด็กว่าเป็นไงบ้าง สุดท้ายเด็กเขาไม่ยอมไปโรงเรียนแล้ว เราเลยหาโรงเรียนใหม่ให้
“เรื่องมันช้ามาก ไม่ว่าจะแจ้งความหรืออะไร เลยโพสต์ในเฟซบุ๊กตัวเองที่มีผู้ติดตามน้อยมาก 500-600 คน ปรากฏว่ามีคนแชร์กันเป็นข่าวใหญ่ จนมีคนมาเมนต์มาว่า ‘ถ้าเป็นลูกกู มึงตายแน่’ เราไม่เคยเป็นแม่ เราไม่เข้าใจหรอกก แต่เราเข้าใจความเป็น ‘คน’ ที่ต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน พอเป็นข่าวใหญ่ หน่วยงาน พม. ก็เข้ามา” น.ส.สุรีวัลย์กล่าว
น.ส.สุรีวัลย์กล่าวด้วยว่า เราฟ้องศาลทั้งคดีแพ่งและอาญา จนมีคำสั่งให้โรงเรียนจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเราได้รับผลกระทบเยอะมาก เพราะเป็นร้านที่ได้รับรางวัลมิชลิน 1 ใน 3 ของเกาะสมุย มีคนมองว่าเราทำให้เกาะสมุยเสียชื่อเสียง แต่เราไม่ได้ตอบโต้ จนมีผู้ปกครองคนนึงเป็นตำรวจมาโพสต์ว่าเราครูดี แต่คือครูอาจจะดีกับลูกคุณ แต่ครูไม่ดีกับเด็กคนอื่นอีก 5 คน
“น้องลืมความเจ็บปวดไปแล้ว แต่พ่อแม่น้องและเราไม่ลืม ทุกครั้งที่น้องพูดอะไร เราจะถ่ายไว้เป็นหลักฐาน
ทุกวันนี้ถามมีมี่จะกลับไปเรียนที่เดิมไหม? ‘ไม่ค่ะ เจ็บมากค่ะ’ ถ้าเรากลัวแต่เสียชื่อเสียง ทำให้คนไม่มาทานอาหารที่ร้าน เราขอเลิกเห็นแก่ตัว บางอย่างเราต้องเห็นเพื่อส่วนรวม กรณีของเราทำให้ครูทั้งประเทศตื่นตัว ตั้งสติ ก่อนที่จะตีเด็ก เพราะโดนทั้งแพ่งและอาญา” น.ส.สุรีวัลย์เผย
น.ส.สุรีวัลย์กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าไม่เคยรู้จักหน่วยงานนี้มาก่อน เราไม่ได้ต้องการให้เยียวยาหรืออะไร แค่ต้องการให้ครูที่ทำผิดได้รับการลงโทษ จนวันนี้ไม่มีเทศบาลไหนมาดูแลเด็ก มีการส่งไปสอบถามผู้ปกครองคนอื่น บอกว่าคุณครูดี
“พักโทษครูสัก 3 เดือน เราต้องการแค่นี้ แต่เมื่อไม่ทำอะไรเลยเราจึงจำเป็นต้องใช้โซเชียล ขอบคุณที่สุดท้ายเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว มีทุกท่านอยู่เคียงข้าง” น.ส.สุรีวัลย์กล่าว
ด้านนายชัยยา ปันยาว ผู้เสียหายจากการถูกกระทำให้บุคคลสูญหาย (ให้พี่ชายพูดแทน) โดยพี่ชายของนายชัยยากล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ควรเกิดขึ้นกับครอบครัวของตน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ตอนประมาณเที่ยงคืน น้องกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ กำลังจะกลับไปหาแฟน เมื่อแวะจอดฉี่ข้างทาง มีคนอ้างว่าเป็นตำรวจขอตรวจค้น
“น้องผมก็ยอมให้ตรวจ แต่ตำรวจไม่มีเครื่องวัดแอลกอฮอล์ หรือตรวจฉี่ แล้วเรียกเงินกับน้องผมตรงนั้น 20,000 บาท น้องเลยขอติดต่อมาหาผม ตอนนั้นผมไม่มีตังค์ พ่อแม่ทำสวนลำไย ทำไร่ ทำถ่านขาย คิดว่าจะยอมจ่ายตรงนั้นเพื่อที่แลกกับการไม่ต้องขึ้นศาล
“ผมเลยต่อรองจาก 20,000 เหลือ 7,000 ถ้าท่านจะเอาจริงๆ ตอนนี้ผมมีเงินติดตัวแค่ 5,000 ที่นอนน้องผมมีอีก 1,000 ติดตัวอีก 1,000 รวมเป็น 7,000 บาท แต่เขาจะเอา
ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตำรวจด้วยซ้ำ ตำรวจคงไม่ทำแบบนี้ จะปล่อยตัวน้องผมไหม เขาพาไปหลายที่เลย เป็นทางเปลี่ยว มืดมาก 3-4 ที่ ใช้ระยะเวลา ให้เอาเงินไปวางให้ แล้วจะปล่อยน้องเลย ก็เอะใจ โทรหาผู้ใหญ่บ้าน ท่านส่งสายตรวจมาทันควัน ไม่ให้ผมเอาเงินไปวาง” พี่ชายของนายชัยยาระบุ

พี่ชายของนายชัยยากล่าวต่อว่า จนกระทั่งน้องพิมพ์มาบอกว่า ‘ให้รีบเอาเงินมาวางนะ ก่อนที่จะไม่ได้เก็นหน้าผม’ ด้วยความเป็นห่วงจึงบอกว่าจะเอาไปวางเอง
“เขาต้องการเงิน ต่อรองกันนาน ไม่รู้ว่าน้องผมจะเป็นยังไงบ้าง แล้วสุดท้ายเอาเงินไปวางปล่อยน้องกลับมา ไปแจ้งความที่ สภ.ฮอด ที่เกิดเหตุเป็นรอยต่อกับตำรวจอีกอำเภอ (คู่กรณี) มันเสียความรู้สึกทั้งพ่อ แม่ ญาติ
“ผมกับพ่อแม่และน้องต้องนอนกองรวมกันเป็นเดือนๆ เพราะกลัว ต้องของคุณทุกคนมากๆ ที่ทำให้น้องได้รับการเยียวยา” พี่ชายนายชัยยากล่าว
โดยในช่วงท้าย พล.ต.ท.รุทธพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายทั้ง 3 คน


