ศาลยกคำร้อง ขอให้ทรัพย์ ทนายตั้ม ตกเป็นของแผ่นดิน เหตุยังฟังไม่ได้ มีพฤติการณ์ฉ้อโกง

24.02.26 | 12:21 น.

ศาลยกคำร้องอัยการ ขอให้ทรัพย์ “ทนายตั้ม” ตกเป็นของแผ่นดิน เหตุไม่อาจฟังได้ว่าทนายตั้มมีพฤติการณ์ฉ้อโกง ด้านทนายสายหยุดชี้ ยังพิสูจน์ความผิดไม่ได้ ยึดทรัพย์ตอนนี้อาจไม่เป็นธรรม ขณะที่อัยการยังมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน

จากกรณี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม พร้อมพวก ตกเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงเงิน น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” เศรษฐินีชาวไทย เป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท และถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง และความผิดฐานฟอกเงิน รวม 3 รายการ มูลค่าประมาณ 71 ล้านบาท

ต่อมา ปปง.ได้ขยายผลยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 25 รายการ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินระหว่างดำเนินการ อาทิ สินค้าแบรนด์เนม และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ รวมมูลค่าราว 6 ล้านบาท โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง

ล่าสุด วันที่ 24 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกลุ่มไลน์ ข่าวทนายประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มสื่อสารของทนายตั้มกับสื่อมวลชน น.ส.อโนชา เบี้ยบังเกิด น้องสาวของทนายตั้ม ได้แจ้งความคืบหน้าว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง และสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกอายัดให้กับทนายตั้ม และให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ทนายตั้มมีพฤติการณ์ฉ้อโกงและร่วมกันฟอกเงินจาก น.ส.จตุพร ซึ่งเป็นการให้โดยเสน่หา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทีมทนายความอยู่ระหว่างรอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็ม เพื่อดูรายละเอียดในคดีอย่างครบถ้วนเพิ่มเติม ขณะที่คดีอาญา ศาลได้นัดสืบพยานและไต่สวนมูลฟ้องในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ต่อไป

ด้าน ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู อดีตทนายความของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ให้ความเห็นทางกฎหมาย กรณีศาลยกคำร้องที่อัยการขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยระบุว่า อัยการยื่นคำร้องเร็วเกินไป เพราะคดีอาญาหลัก ในข้อหาฉ้อโกงยังไม่ได้มีคำพิพากษา และมีกำหนดสืบพยานในเดือนมีนาคมนี้ ศาลเห็นว่า เมื่อคดีอาญายังไม่สิ้นสุด และยังไม่ชัดเจนว่ามีความผิดหรือไม่ จึงยังไม่สามารถสั่งยึดทรัพย์ได้ และมีคำสั่งยกคำร้อง

Advertisement

ส่วนทรัพย์ที่ยึดมาได้ประกอบด้วย เงินในบัญชีกว่า 20 ล้านบาท บ้านมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และรถยนต์หรู ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการยื่นคำร้องตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ศาลแพ่งพิจารณาแล้วว่าคดีอาญาที่เป็นคดีหลักยังไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถตัดสินคดีแพ่งยึดทรัพย์ก่อนได้

ถ้าผิดคดีอาญาฉ้อโกงจริง ทรัพย์ก็ต้องตกเป็นของแผ่นดินอยู่แล้วเป็นปกติธุระ แต่ตนเคยบอกมาตลอดว่าคดีของทนายตั้มไม่เข้าข่ายฉ้อโกงเป็นปกติธุระ เพราะทนายตั้มโกงแค่เจ๊อ้อยคนเดียว แต่เป็นการโกงหลายครั้ง มองว่าเป็นต่างกรรมต่างวาระ พร้อมยกตัวอย่างในคดีของตี่ลี่ฮวงจุ้ยที่โกงเงินคนเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ศาลก็เลยมองว่าทนายตั้มยังไม่ได้ทำผิดตามคดีอาญาจึงยังไม่ยึดทรัพย์

เมื่อถามว่าถ้าหากในอนาคตคำพิพากษาออกมาแล้วว่าทนายตั้มมีความผิดจริงทรัพย์จะต้องถูกยึดอยู่แล้วใช่หรือไม่ ทนายสายหยุดกล่าวว่า  ถ้าในคดีอาญาศาลพิพากษาสั่งให้คืนทรัพย์ หรือใช้ราคาเหมือนการที่ไปขโมยของคนอื่นมาศาลบอกให้คืนของ ถ้าคืนไม่ได้ก็ให้ชำระเป็นเงินแทน เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มันไม่ใช่ตามกฎหมายฟอกเงิน แต่ที่ยกคำร้องครั้งนี้เป็นกฎหมายฟอกเงิน

โดยปกติต้องอายัดทรัพย์สินไว้ก่อนชั่วคราว ยังไม่ต้องพิพากษา รอให้สืบคดีอาญาในเดือน มี.ค.ให้จบก่อน แล้วค่อยมาดูว่าจะยึดหรือไม่ยึด

ทนายสายหยุดกล่าวอีกว่า คดีแพ่งมีการสืบพยานไม่ได้เต็มรูปแบบเหมือนคดีอาญา ในคดีอาญามีการสืบพยาน 40-50 ปาก แต่ในคดีแพ่งใช้พยานไม่เกิน 2-3 ปาก หนึ่งในนั้น คือพนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน ปปง. ร้อยเวร และบุคคลภายนอกอีก 1 คน ซึ่งใช้พยานน้อยกว่าคดีอาญา โดยในคดีอาญาพยานทุกคนจะต้องมาพิสูจน์ว่าทนายตั้มกระทำความผิดจริงหรือไม่

แต่คดีแพ่งจะมีเจ้าหน้าที่ ปปง.เข้ามาวิเคราะห์ จึงพิสูจน์ความผิดทางอาญาไม่ได้ ถ้าพิสูจน์ความผิดทางอาญาไม่ได้ก็ไม่สามารถไปยึดทรัพย์เขาได้ เพราะว่ามันไม่เป็นธรรมกับเขา ถ้าสุดท้ายทนายตั้มชนะคดีอาญา แล้วไปยึดทรัพย์เขา เขาก็จะตกเป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม อัยการยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งในคดีแพ่งภายใน 30 วัน และสามารถยื่นฎีกาได้ตามขั้นตอนกฎหมาย คดีนี้จึงยังต้องติดตามผลการสืบพยานในเดือนมีนาคม 2569 และคาดว่าจะมีการนัดอ่านคำพิพากษาในเดือนพฤษภาคม 2569