อัยการ เผยเหตุผล ไม่นำ เจ๊อ้อย – ตำรวจ เบิกความ คดีริบทรัพย์ ทนายตั้ม มีเอกสารรับรองคำให้การ

24.02.26 | 18:06 น.

อัยการเจ้าของสำนวนคดีริบทรัพย์ ทนายตั้ม เผยไม่ได้เอาผู้เสียหาย-ตำรวจเบิกความเพราะมีเอกสารรับรองคำให้การอยู่แล้ว ยืนยันทำหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เข้าข้างใคร เตรียมคัดสำนวนเสนอ อธ.อัยการคดีพิเศษพิจารณาอุทธรณ์

จากกรณีศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ฟ26/2568 และคดีดำ ฟ.145/2568 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด (ปปง.) โจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สิน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด กรณีที่คณะกรรมการ ปปง.มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม จำนวน 25 รายการไว้ชั่วคราว และยื่นให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ ยื่นคำร้องของขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีฉ้อโกง นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย


กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(18) และความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ยึดและอายัด จำนวน 26 รายการ ของทั้งสองสำนวน รวมราคาประเมินทั้งสิ้น 74,198,527 บาท พร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เปิดเผยถึงการยึดทรัพย์ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดมี 2 ส่วน ส่วนแรก คดีหมายเลขดำที่ ฟ26/2568 อัยการรับสำนวนมาเมื่อเดือน ก.พ.68 และได้ยื่นไต่สวนคำร้องเมื่อ 10 มี.ค.68 ทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีธนาคาร บ้านพักอาศัย และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท

ส่วนที่สอง คดีหมายเลขดำที่ ฟ145/2568 ปปง.ส่งมาทีหลัง เมื่อ 30 ก.ค.68 เป็นทรัพย์สินส่วนตัว 23 รายการ เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม และโน้ตบุ๊ก ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้าน มูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท เพื่อขอให้ริบทรัพย์คืนผู้เสียหาย รวมกว่า 74 ล้านบาท

Advertisement

ในส่วนที่ศาลยกคำร้องและมีคำสั่งให้คืนทรัพย์เพราะศาลมองว่ามันไม่เป็นความผิดมูลฐาน

ในส่วนที่คำพิพากษาระบุว่าอัยการนำพยานเข้าสืบแค่ปากเดียวคือ ปปง. เพราะทางอัยการมองว่าพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาล ทุกอย่างมันมัดรวมหมดแล้ว ในการดำเนินคดีความผิดฐานฟอกเงินมันต้องมีข้อกล่าวหา ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก็มองว่าแม้มีผู้เสียหายคนเดียว แต่มีการกระทำเกิดขึ้นบ่อยมันก็เป็นปกติธุระ ส่วนที่เอา ปปง.คนเดียว ไม่เอาผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวนมาเบิกความ เพราะทุกอย่างมันมีเอกสารรายงานการสอบสวนอยู่แล้ว เอกสารคำเบิกความที่ยื่นศาล เอกสารมันรับรองคำเบิกความมาแล้ว

ที่เอา ปปง.ไปเบิกความเป็นขั้นตอนให้ศาลเห็น และไล่เส้นทางการเงิน ถือว่าเป็นพยานเบิกความถูกต้องแล้ว ปปง.เขาไม่ใช่ประจักษ์พยานก็ถูก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ ปปง.เอามามโน แต่เขามาเบิกเกี่ยวกับขั้นตอนหน้าที่

ประเด็นจึงอยู่เพียงแค่ว่าศาลมองว่าเป็นฟอกเงินหรือไม่ต้องอย่าลืมคดีนี้ คดีแพ่งนำหน้าไปก่อน อัยการเราไม่ได้ยื่นเร็ว กฎหมายบังคับว่าต้องยื่นภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ยึดทรัพย์มา และมูลฐานความผิดคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละส่วนกัน

อย่าลืมว่าคดีแพ่งริบทรัพย์ศาลมีอำนาจไต่สวน อัยการนำพยานเข้ามา แต่ศาลก็จะถามเพิ่มได้
ส่วนประเด็นที่เอาพยานแค่ปาก ปปง.เพราะพยานที่จะพิสูจน์เรามีเอกสารที่รับรองคำให้การครบแล้ว จึงไม่ได้นำตัวมาเบิกเอง แต่ศาลไปวินิจฉัยในเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องของอาญายังไม่ได้ตัดสินในส่วนคดีแพ่งแม้จะสั่งคืนทรัพย์ ในคดีอาญาที่อัยการสำนักงานคดีอาญายื่นฟ้องไปก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้อยู่ ในส่วนของคดีแพ่งก็จะพิจารณาในเรื่องอุทธรณ์ต่อไป ยืนยันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เพราะตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ว่ากันไปตามอำนาจหน้าที่

นายสุเทพกล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าคดีนี้ควรจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูคำพิพากษาฉบับเต็ม ส่วนอำนาจอุทธรณ์ในคดีแพ่งจะเป็นอำนาจของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่