‘ทนายเชาว์’ ชี้ ‘ทนายตั้ม’ หลุดแพ่งฟอกเงิน แต่ยังไม่พ้นอาญา เปิดข้อมูล ‘นุ-สา’ ซัดทอด รอดยาก
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายเชาว์ มีขวด ทนายอาสา กล่าวถึงกรณีศาลแพ่งมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการคดีพิเศษ ที่ขอให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 74 ล้านบาท ของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย
นายเชาว์ระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตต่อบทบาทของพนักงานอัยการ เนื่องจากในชั้นสืบพยาน มีการนำพยานเข้าสืบเพียงปากเดียว คือเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่ไม่ได้มีการนำผู้เสียหายคือ น.ส.จตุพร เข้าสืบพยานต่อศาล
ในทางกฎหมาย ข้อกล่าวหาที่ใช้เป็นฐานคือ “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยนายเชาว์เห็นว่า กฎหมายข้อนี้มุ่งใช้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉ้อโกงเป็นอาชีพหรือดำรงชีพจากการหลอกลวงเป็นปกติธุระ ไม่ใช่ทุกกรณีจะเข้าองค์ประกอบความผิดดังกล่าว จึงมองว่าคำสั่งศาลแพ่งที่ยกคำร้องไม่เกินความคาดหมาย แม้จะมีการนำพยานมาสืบครบถ้วนก็ตาม
“การยกคำร้องในคดีแพ่งไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายเชาว์กล่าว
นายเชาว์กล่าวว่า สำหรับคดีอาญานายษิทรา กับพวกรวม 7 คน ถูกพนักงานอัยการคดีพิเศษเป็นโจทก์ และ น.ส.จตุพร เป็นโจทก์ร่วม ฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาฉ้อโกงและข้อหาอื่นหลายข้อหา โดยเฉพาะกรณีกล่าวหาว่า นายษิทราร่วมกับนายนุวัฒน์ หรือ “นุ” และ น.ส.สารินี หรือ “สา” หลอกลวงเจ๊อ้อย โดยอ้างว่าถูกดูดเงินคริปโทเคอร์เรนซี และได้รับเงินไปจำนวน 39 ล้านบาท
นายเชาว์ระบุว่า จำเลยร่วมทั้งสองรายได้ให้การรับสารภาพต่อศาลตลอดข้อกล่าวหาตามฟ้อง รับว่าได้ฉ้อโกงเงิน 39 ล้านบาทจริง ได้ส่วนแบ่ง 19 ล้านบาท และได้นำเงิน 19 ล้านบาทคืนให้เจ๊อ้อยแล้ว ต่อมามีการแยกฟ้องสองจำเลยดังกล่าว และศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 60,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
นายเชาว์ กล่าวว่า เมื่อรูปคดีออกมาเช่นนี้ ในส่วนของนายษิทรา ซึ่งให้การต่อสู้คดีมาตลอด จะสามารถต่อสู้จนพ้นความผิดได้หรือไม่ โดยศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในต้นเดือนมีนาคมนี้ “คดีแพ่งอาจเบา แต่คดีอาญาคือบทพิสูจน์จริง” และขอให้ติดตามความคืบหน้าต่อไป

