แฉขบวนการ ‘ตัดถนนรุกป่าชายแดน’ เอื้อขนของเถื่อน พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว-รายงานเท็จตบตาผู้ตรวจการแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) เปิดโปงขบวนการลักลอบตัดถนนในเขตป่าอนุรักษ์ชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ป่าช่องหินหมู หมู่ที่ 20 ต.รับร่อ อ.ท่าชนะ จ.ชุมพร พบพฤติการณ์คล้ายคลึงกันกับกรณีการตรวจพบการลักลอบตัดถนนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา อ.แม่สะเรียง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เน้นเปิดทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายและพืชผลเกษตรหนีภาษี แต่เจ้าหน้าที่บางส่วนจงใจรายงานเท็จว่าปิดถนนแล้ว แต่สายข่าวสืบพบยังเปิดใช้เส้นทางดังกล่าวโดยสะดวก
จากกรณีที่มี ชาวบ้าน ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-รับร่อ ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยมีกลุ่มคนไทยร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงาน และชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง นำรถแบ็คโฮบุกรุกป่าเปิดทางผ่านภูเขาและสวนปาล์ม และยังมีการแบ่งจัดสรรที่ดินป่าสงวนขายเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียน อีกทั้งถนนเส้นนี้ถูกใช้เป็นช่องทางธรรมชาติในการขนแรงงานต่างด้าว และสินค้าเกษตรหนีภาษีศุลกากร
จากแหล่งข่าวแจ้งว่า เมื่อต้นเดือนก.พ. 68 ปีที่ผ่านมา พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว อดีตหัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินกองทัพภาคที่ 4 (ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่) ร่วมกับ ร.ต.ต.พงศกร มีพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนสอบสวน 4 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มาแล้ว และได้พบการกระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนมาจริง ในครั้งนั้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพรด้านทิศเหนื(ตอนล่าง) ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร แต่ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับใครได้ เนื่องจากไม่พบตัวผู้กระทำความผิด
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 69 ข่าวทางลับของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รายงานว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพบก กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ ดำเนินการปิดตายเส้นทางด้วยการขุดคูและวางลวดหนามหีบเพลง แต่ในความเป็นจริง “เส้นทางดังกล่าวยังมีการใช้งานตามปกติ” ซึ่งข้อมูลนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับรายงานของหน่วยงานบางส่วนที่แจ้งว่า “ปิดกั้นเส้นทางเรียบร้อยแล้ว” สะท้อนให้เห็นถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่
ขณะนี้ คณะทำงานจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพถ่ายทางลับและเอกสารรายงาน เพื่อดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเป็นพฤติการณ์ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง






