DSI-อัยการ ลุยเก็บตกเหยื่อดิไอคอน 2.5 พันคน จ่อเรียก ‘มิน-แซม’ ส่งฟ้องศาลอาญา

27.02.26 | 14:46 น.

DSI-อัยการ ประชุมนัดแรก หารือคดีดิไอคอนภาค 2 หลัง อัยการสูงสุด ชี้ขาดสั่งฟ้อง บอสมิน-บอสแซม เร่งเดินหน้าเก็บตกผู้เสียหายในไทย-นอกราชอาณาจักร กว่า 2,535 ราย มูลค่าความเสียหาย 686 ล้านบาท เตรียมสอบสวนปากคำเข้า 2 สำนวนใหม่หลังรับเป็นคดีพิเศษ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และพนักงานอัยการ

ประชุมหารือทางคดี ระหว่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อวางแนวทางการสอบสวนปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมและพฤติการณ์ทางคดีของผู้ถูกร้องทุกข์ เนื่องมาจากการขยายผลสอบสวนคดีบริษัท ดิไอคอนฯ ซึ่งดีเอสไอได้แยกรับเป็น 2 คดีพิเศษเพิ่มเติม คือ คดีพิเศษที่ 17/2568 เพื่อดำเนินการตรวจสอบถึงกลุ่มผู้เสียหายเพิ่มเติมนอกราชอาณาจักรของบริษัท ดิไอคอนฯ ที่ได้ร่วมลงทุนไป มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย (จาก 13 ประเทศ) พบมูลค่าความเสียหาย 9.44 ล้านบาท โดยคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานผู้เสียหายไปแล้ว จำนวน 10 ราย และมี 1 ราย ขอถอนคำร้องทุกข์ จึงยังเหลือผู้เสียหายที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอสอบปากคำตามกระบวนการความร่วมมือทางคดีอาญา (MLAT) อีกเพียง 19 ราย

และอีกส่วน คือ คดีพิเศษที่ 18/2568 เพื่อดำเนินการสอบสวนปากคำพยานผู้เสียหายของบริษัทดิไอคอนฯ เพิ่มเติมที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เสียหายที่ตกค้างยังไม่ได้ถูกสอบปากคำในสำนวนคดีหลักก่อนหน้านี้ โดยสำนวนคดีนี้มีผู้เสียหายเพิ่มเติม จำนวน 2,505 ราย พบมูลค่าความเสียหาย 677 ล้านบาท

นายวัชรินทร์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมคดีพิเศษที่ 17/2568 กรณี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก กระทำความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสำนวนคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยฯ (ป.วิ อาญา มาตรา 20) เนื่องจากความผิดในราชอาณาจักรไทยนั้น ทางอัยการคดีพิเศษได้มีคำสั่งฟ้องไปแล้ว และมีคำสั่งไม่ฟ้อง 2 ราย คือ บอสมิน และบอสแซม ซึ่งการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นเด็ดขาด จึงได้ส่งความเห็นกลับมาสอบถามยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้มีความเห็นแย้งต่ออัยการคดีพิเศษ โดยให้สั่งฟ้อง ตามกฎหมาย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องส่งไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาดพิจารณา ทำให้อัยการสูงสุดคนปัจจุบันได้มีคำสั่งเห็นพ้องกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือ สั่งฟ้อง

Advertisement

ดังนั้น ในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปฯ สำหรับเหตุการณ์นอกราชอาณาจักรไทย กับคดีในราชอาณาจักรไทยจึงแบ่งได้ตอนนี้ว่าคดีในราชอาณาจักรไทย ได้มีผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาไปหมดแล้ว (18 บอสและ 1 นิติบุคคล) จึงเหลือเพียงขั้นตอนที่อัยการคดีพิเศษจะต้องเรียกตัวบอสมินและบอสแซมมาเพื่อนำตัวไปสั่งฟ้องต่อศาลอาญาต่อไป แต่ถ้าติดตามตัวไม่ได้จึงจะได้แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปติดตามตัวมา

นายวัชรินทร์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า สืบเนื่องจากอัยการสูงสุด มีคำสั่งให้คดี ดิไอคอน แยกเป็น 2 ส่วน คือ ความผิดในราชอาณาจักร ซึ่งมีการสั่งฟ้องไปแล้ว แต่มีผู้ต้องหา 2 ราย นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “บอสแซม” และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ “บอสมิน” อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน คณะพนักงานอัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง และ อธิบดีดีเอสไอ ได้ทำความเห็นแย้งส่งอัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดลงมาแล้วว่าให้ฟ้อง “บอสมิน-บอสแซม” รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 19 ราย บุคคล 18 ราย นิติบุคคล 1 ราย

ส่วนในวันนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับนอกราชอาณาจักร มีผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ มีการโอนเงินจากต่างประเทศหรือความผิดเกี่ยวพันทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งต้องมีอัยการมาร่วมสอบสวน จึงมอบหมายอัยการสำนักงานการสอบสวน โดยมีการหารือวางแนวทางเนื่องจากผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ 13 ประเทศ ทั้งนี้ ผู้เสียหายบางส่วนเคยให้การกับตำรวจแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา (MLAT) มีอัยการร่วมรับฟังการสอบสวนต่างๆ เช่น ประเทศสวีเดน เป็นต้น และยังต้องรอผลสอบสวนผู้เสียหายจากอีกหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ยังไม่ได้รับการส่งกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบกลับคืนมาให้ครบทุกประเทศก่อน วางกรอบระยะเวลาถึง พ.ค.นี้

นายวัชรินทร์ เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมจะมีการเรียกพยานสำคัญ 40 รายที่เคยสอบปากคำแล้ว อาทิ พนักงานบริษัท ตำรวจชุดจับกุม เป็นต้น มาสอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากเป็นอีกคดีใหม่ คดีนอกราชอาณาจักรเพราะคดีมีความต่างกัน คดีในราชอาณาจักร เป็นอำนาจอธิบดีสำนักงานคดีพิเศษ เป็นผู้สั่งฟ้อง ส่วนคดีนอกราชอาณาจักร เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด เป็นผู้สั่งฟ้องหรือไม่ จึงต้องทำสำนวนให้รอบคอบรัดกุม จากนั้นจะพิจารณาว่ามีผู้ต้องหาอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เป็นแม่ทีมมีความเกี่ยวข้องโดยตรงอีกจำนวนมาก อาจเป็นผู้ชักชวนมาร่วมลงทุนและได้ผลประโยชน์ตอบแทน

สำหรับผู้เสียหาย 30 ราย ใน 13 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สวีเดน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อเมริกา ฮ่องกง เยอรมัน ฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ อังกฤษ มาเลเซีย ดูไบ นอเวย์ โดยถูกชักชวนผ่านทางสื่อออนไลน์ หลงเชื่อร่วมลงทุน ความเสียหายประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เสียหายบางรายเคยมาให้การตำรวจสอบสวนกลางตอนทำสำนวนขณะนั้น แต่ต้องมาให้การใหม่เพราะดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้แบ่งว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักร กับคดีในราชอาณาจักร นอกจากนี้ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานชัดเจนจะแจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่) , พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับผู้ต้องหาทั้ง 19 ราย

เมื่อถามว่ากรณี บอสมิน-บอสแซม อัยการสูงสุดชี้ขาดนัดหมายเข้ามาพบเมื่อไหร่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ต้องสอบถามไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษ โดยมีหลักการสำนักงานอัยการคดีพิเศษจะทำหนังสือไปยังทั้ง “บอสมิน-บอสแซม” ให้มาพบเพื่อนำตัวไปฟ้องศาลอาญา แต่หากไม่มา อัยการสำนักงานคดีพิเศษจะทำหนังสือมายังอธิบดีดีเอสไอ ให้นำตัวมาทั้ง 2 ราย เพื่อสั่งฟ้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดลักษณะคดีแชร์ลูกโซ่ หรือฉ้อโกงประชาชน ศาลจะลงโทษต่างกรรมต่างวาระ หลอกผู้เสียหาย 1 คนก็ 1 กรรม จึงตัดสินจำคุกเป็นหมื่นปี แต่สุดท้ายจะติดเงื่อนไขประมวลกฎหมายอาญา ลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี