วุ่นหนัก! อูเบอร์อัดคลิปแจ้งจับแท็กซี่พัทยาล้อมรถ อีกฝ่ายแจ้งนำรถส่วนตัวมาวิ่ง โดนตร.นำตัวแถลงข่าวทั้งคู่

18.05.17 | 18:47 น.

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 นายสุรศักดิ์ คูคำ อายุ 29 ปี โชเฟอร์แท็กซี่อูเบอร์ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.นิวัตน์ เพ็งแคน รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมนำคลิปวีดีแสดงเป็นหลักฐาน กรณีกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ปิดล้อมรถยนต์เพื่อดำเนินคดี ที่บริเวณริมถนนสายสองพัทยาเหนือ ม.5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาในขณะที่นายสุรศักดิ์ โชเฟอร์รถแท็กซี่อูเบอร์เล่าว่าได้มาจอดรับผู้โดยสารซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้มีกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ประมาณ 5-6 คน เข้ามาปิดล้อมและไล่ให้ผู้โดยสารลงจากรถ สร้างความตกใจให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก แต่กลุ่มสหกรณ์ยังไม่ยอมปล่อยให้รถของตนเองออก ยังพยายามล้อมไว้แล้วเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมายึดใบขับขี่ไปเสียค่าปรับยัง สภ.เมืองพัทยาเป็นเงิน 1,000 บาท จากนั้นตนเองจึงได้นำคลิปวีดีโอที่ตนเองได้ถ่ายไว้ขณะที่โดนกลุ่มโชเฟอร์สหกรณ์แท็กซี่ปิดล้อมมาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้านกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่อูเบอร์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงการสมัครเป็นสมาชิกแท็กซี่อู่เบอร์นั้น จะต้องสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น UBER DRIVER โดยจะต้องส่งเอกสารแสดงตัวบุคคล ใบขับขี่ เอกสารหลักฐานรถยนต์ พร้อมทั้งให้ตัวแทนบริษัท UBER ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ก่อนที่จะเข้ามาเป็นผู้สมาชิกแท็กซี่อูเบอร์ หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้วก็จะได้บัญชีเข้าสู่ระบบ หากมีประวัติการกระทำผิดหรือเสพยามาก่อนก็จะไม่มีสิทธิ์ในการขับแท็กซี่ของอูเบอร์

เมื่อมีผู้โดยสารเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น UBER ตัวผู้ขับขี่แท็กซี่อูเบอร์ที่อยู่ใกล้เคียงก็จะเดินทางไปรับผู้โดยสาร โดยตัวแอปพลิเคชั่นจะแสดงราคาค่าโดยสารให้ผู้โดยสารู้ก่อนการเดินทาง ต่อจากนั้นเมื่อส่งลูกค้าถึงปลายทางเป็นที่เรียบร้อยทางบริษัทอู่เบอร์ ก็จะได้รับผลตอบแทนจากโชเฟอร์อูเบอร์ 25 เปอร์เซ็น ของค่าโดยสารที่โชเฟอร์ได้รับ

ทั้งนี้ทางกลุ่มแท็กซี่อูเบอร์เองนั้นรู้ดีว่าการนำรถยนต์ส่วนตัวมาวิ่งแท็กซี่อูเบอร์นั้นผิดกฎหมาย แต่ด้วยผลตอบแทนที่ดีพอสมควร แต่เมื่อเกิดปัญหากับกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่แล้วก็รู้สึกกลัวและไม่อยากมีปัญหา ทั้งทางบริษัทอูเบอร์ก็ไม่ได้ออกมาดำเนินการช่วยเหลือแต่อย่างใด จึงอยากวอนให้ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางบริษัทอูเบอร์ออกมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย

Advertisement

ล่าสุดวันนี้ (18 พ.ค.60) พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภาค 2 พร้อมด้วยกำลัง ได้เชิญตัวผู้เกี่ยว ข้องทั้งหมดทั้งในส่วนของผู้เสียหาย และกลุ่มรถแท็กซี่ เข้าร่วมทำการแถลงข่าว โดยระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทบกระทั่งกันในเรื่องทำกินระหว่างผู้ประกอบการ 2 ฝ่าย ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ได้นำตัว นายสุรศักดิ์ คนขับรถอูเบอร์ มาเปรียบเทียบปรับจำนวน 1,000 บาทในข้อหาใช้รถผิดประเภทตามกฎหมาย

จากนั้นนายสุรศักดิ์ ก็ได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนขับแท๊กซี่ โดยแจ้งว่าได้รับความเสียหายจากการสูญเสียอิสรภาพ ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อหาผู้ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์จำนวน 4 ราย ได้แก่ นายชลอ พุ่มเพชร อายุ 39 ปี นายศุภกฤต ทองปลื้ม อายุ 42 ปี นายปราโมช วัฒนศิริ อายุ 29 ปี และนายกฤษณ์ แสงสุวรรณ์ อายุ 42 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์ สิน และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พล.ต.ท.จิตติ กล่าวว่าปัญหาระหว่างแท๊กซี่กับอูเบอร์ เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือว่าสร้างความเสีย หายหลายด้าน กรณีนี้ที่ผ่านมาเคยมีการเรียกประชุมผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีกแต่สุดท้ายก็ยังมีปัญหาขึ้น ซึ่งจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการกวดขันมากขึ้นในการจับกุมกลุ่มรถอูเบอร์ เนื่องจากถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ขณะที่รถแท๊กซี่เองก็จะต้องปฏิบัติตนในอยู่ในกรอบเช่นกัน ทั้งตามข้อกำหนดของการให้บริการ และการละเลิกพฤติกรรมในการปิดล้อม ข่มขู่ ซึ่งหากยังฝ่าฝืนก็จะต้องดำเนินคดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามจากนี้คงจะต้องมีการเรียกประชุมหารือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังต่อไป มีรายงานเพิ่มเติมว่าในช่วงท้ายของการแถลงข่าวได้มีกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่จำนวนกว่า 20 ราย เดินทางเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเรียกร้องให้มีการกวดขันจับกุมกลุ่มผู้ประกอบการรถอูเบอร์อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นรูปแบบการให้บริการที่ผิดกฎหมาย ขณะที่กลุ่มรถแท๊กซี่ เป็นผู้ให้บริการที่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งจากผลของการประกอบการของรถอูเบอร์ในปัจจุบัน ทำให้รายได้ของรถแท๊กซี่ขาดหายไปเป็นอย่างมาก