ทนายเบนสมิธ แฉพิรุธหมายจับ ชี้การเมืองบีบ ถามยุติธรรมไทย มีมาตรฐานสากลไหม 

3.03.26 | 14:55 น.

ทนายเบนสมิธ แฉพิรุธหมายจับ ชี้การเมืองบีบ ถามยุติธรรมไทย มีมาตรฐานสากลไหม 


เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่บริษัท วิฑูรย์แอนด์พาร์ทเนอร์ จำกัด Nirvana@WORK รามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นายวิฑูรย์ เก่งงาน และนายยศกร เหล่าโชติธนกุล แถลงข่าวเกี่ยวกับที่ตำรวจสอบสวนกลางมีการออกหมายจับ นายเบน สมิธ กรณีหลอกลงทุนข้ามชาติ

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งในการออกหมายจับนายเบน สมิธ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมือง หรือใครหลายๆ คนออกมาพูดว่านายเบนเป็นนักฟอกเงิน หรือสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิพาทระหว่างนายเบนกับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่า สิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่านายเบนเป็นเพียงนักธุรกิจ หรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์

ลักษณะของข้อกล่าวหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายไว้ในสภาวันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ที่กล่าวหาว่านายเบนเป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตํารวจออกหมายจับ กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงคดีไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ ฉ้อโกงคนไทย หรือทําอะไรที่ผิดกฎหมายตามที่พยายามเต้าข่าวกันมาในระยะเวลาหลายๆ เดือนที่ผ่านมา

Advertisement

ซึ่งภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีที่มีการออกหมายจับ พร้อมชื่นชมตํารวจและเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของนายเบน จึงอยากฝากถึงนายรังสิมันต์ ว่า กรณีที่ออกหมายจับนั้นเป็นเพียงคดีทางแพ่ง เรื่องที่อาจจะผิดสัญญาในการซื้อขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในการพยายามเชียร์ให้มีการออกหมายแดง ทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่น หรือประโคมข่าวเพื่อออกหมายแดง และนําเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ของนายรังสิมันต์เหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นที่ถูกนายเบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

ในฐานะทนายความของนายเบน สมิธ อดคิดไม่ได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งในคดีนี่เป็นการแจ้งความว่ามีความเสียหายอยู่กว่า 900 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริงคุณต้องยึดทรัพย์กว่า 900 ล้านบาทนั้นไป และคืนหมื่นกว่าล้านบาทมา ทุกอย่างจบ

นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลของคดีนี้คือมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดเพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับตำรวจ มีข้อพิรุธหลักๆ 3 ประการ 1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร 2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 67 ปรากฏว่าช่วงแรกหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองรายมือชื่อจนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งใน บช.ก.ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่ และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่งและมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

และวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าตกใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆ คดีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ข้อพิรุธสุดท้ายคือมีการพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 65 และมาแจ้งความปี 67 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่า แต่ตำรวจกลับรับแจ้งความ เป็นสิ่งที่น่าตกใจมาก ซึ่งตำรวจอาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ แต่อยากฝากถึงสังคมว่าคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คนแรกที่โดนคือ “ทนายตั้ม” และศาลเพ่งมีคําสั่งคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว ซึ่งนายเบน สมิธ เป็นคนที่ 2 ที่โดน จึงมองว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติและมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่

ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใดนายเบน สมิธ ไม่เคยไปชี้แจง นายวิฑูรย์โชว์เอกสารและยืนยันว่า นายเบน สมิธ ได้มีการชี้แจงต่อตำรวจ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.67 มีการลงรับเรียบร้อย แต่ก็มีการออกหมายจับทีหลังและที่น่าสนใจคือยึดทรัพย์ไปก่อนและคดีอาญาตามมาทีหลัง ซึ่งไม่มีใครเขาทํากัน เพราะปกติต้องคดีอาญามาก่อนและคดีฟอกเงินตามมา

นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า ตอนนี้นายเบน สมิธ ยังไม่มีการแจ้งเรื่องการจะกลับมาสู้คดี เพราะยอมรับว่าในประเทศไทยเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจ ต้องถามว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ ที่ได้รับสิทธิสู้คดี ได้สิทธิประกันตัว ส่วนตัวมองว่า ถ้านายเบน สมิธ กลับมาต่อสู้คดีก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่เช่นนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักว่าการกลับจะคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมากและเมื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงรวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง ส่วนมากศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี นายวิฑูรย์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่จะต้องหารืออีกครั้ง

เมื่อถามว่า นายเบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายวิฑูรย์กล่าวว่า นักธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยก็รู้จักนักการเมืองทั้งนั้น วันนึงบุคคลเหล่านั้นอาจจะถูกโยงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นได้

ส่วนตอนนี้นายเบน สมิธ อยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ระบุว่า ขอไม่บอก