สืบพยานต่อวันที่ 3 เผย ทนายตั้ม ซักถามเองตลอดวัน เจ๊อ้อย ไม่กังวล มั่นใจหลักฐาน

6.03.26 | 14:35 น.

สืบพยานคดีทนายตั้มฉ้อโกง–ฟอกเงิน วันที่ 3 ปานเทพ เผยฝ่ายโจทก์ไม่กังวล มั่นใจพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ร่วมกับ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ในฐานะโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม”, นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด หรือ “เดือน” ภรรยาของทนายตั้ม และ น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ หรือ “ดาว” พี่สาวของภรรยาทนายตั้ม พร้อมพวกรวม 7 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกง ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวว่า การสืบพยานในคดีดังกล่าวเป็นวันที่สามของการเบิกความของ น.ส.จตุพร โดยวันแรกใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเบิกความตอบคำถามจากพนักงานอัยการ วันที่สองเป็นการถามค้านจากฝ่ายจำเลย ซึ่งนายษิทราเป็นผู้ถามด้วยตนเองตลอดทั้งวัน ทำให้พยานอีกปากยังไม่ได้ขึ้นเบิกความ วันที่ 3 ศาลเปิดโอกาสให้ทนายฝ่ายจำเลยอีกคนซักถาม น.ส.จตุพร ต่อจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นพนักงานอัยการและทนายฝ่ายโจทก์ร่วมจะซักถามเพิ่มเติมในประเด็นที่ฝ่ายจำเลยถามไว้ ก่อนจะถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจการเบิกความของ น.ส.จตุพร

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า หากการซักถามแล้วเสร็จภายในช่วงครึ่งวันเช้า พยานปากถัดไปคือ เลขานุการของ น.ส.จตุพร จะขึ้นเบิกความต่อทันที อย่างไรก็ตาม จากระยะเวลาการสืบพยานที่ยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้กำหนดการของพยานรายอื่นต้องปรับเลื่อนออกไป

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของพยานในแต่ละครั้ง นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ในรายละเอียดของคดีไม่สามารถเปิดเผยได้ อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล แต่โดยภาพรวม น.ส.จตุพรมีการเตรียมตัวมาอย่างดี แม้อาจมีความสับสนในบางช่วง เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก แต่สามารถชี้แจงและอธิบายได้เมื่อมีการซักถาม ทั้งจากฝ่ายจำเลยและฝ่ายอัยการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการติดตามการเบิกความตลอดสองวันที่ผ่านมา การซักค้านของนายษิทราทำได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีบางประเด็นที่ฝ่ายโจทก์เตรียมซักถามเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง น.ส.จตุพร และพยานรายอื่นยังคงมีความมั่นใจในข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนเข้าศาล น.ส.จตุพรได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและพระสยามเทวาธิราช เพื่อขอพรให้การให้การต่อศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันว่าจะพูดความจริงทั้งหมด โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองให้ได้รับความเป็นธรรม

Advertisement

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าพยานหลักฐานจะทำให้ฝ่ายจำเลย “ดิ้นไม่หลุด” หรือไม่นั้น นายปานเทพกล่าวว่า เรื่องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยพยานหลักฐานทั้งหมดได้ถูกส่งต่อให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตั้งแต่ในชั้นสอบสวนแล้ว ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างได้รับทราบข้อมูลทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดเป็นความลับหรือ “ไม้เด็ด” แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายปานเทพ ยังกลาวอีกว่า ในคดีแพ่งก่อนหน้านี้ ศาลมีคำพิพากษายกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าการนำสืบพยานของฝ่ายอัยการยังไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องยังคงถูกอายัดไว้ จึงยังมีโอกาสต่อสู้ในคดีอาญา หากคดีอาญามีข้อยุติ ก็สามารถนำผลคำพิพากษาไปประกอบการพิจารณาในคดีแพ่งหรือในชั้นอุทธรณ์ได้ ในชั้นศาลอาญาไม่อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษา โดยทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

จากการติดตามการเบิกความที่ผ่านมา น.ส.จตุพรมีสมาธิและความมั่นใจในการตอบคำถาม ไม่แสดงความกังวล และเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่ตนเองนำเสนอต่อศาล

ขณะเดียวกัน นายปานเทพ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว “แตงโม” หรือ น.ส. ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ว่า ขณะนี้ตนและคณะยังคงเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่างต่อเนื่อง พร้อมยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ

โดยเฉพาะคำพิพากษาในคดีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหลายรายฟ้องร้อง แต่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งในคำเบิกความของพยานบางส่วนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคดีดังกล่าว จึงได้นำไปมอบให้ดีเอสไอพิจารณาเพิ่มเติม

นายปานเทพ กล่าวว่า หลักฐานที่รวบรวมได้มีจำนวนมาก หลายแฟ้มเอกสาร รวมแล้วหลายร้อยหน้า มีการวิเคราะห์พฤติการณ์และลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ทำให้ทีมงานมีความเชื่อมั่นว่า การเสียชีวิตของ น.ส.ภัทรธิดาไม่ได้เกิดจากการไปปัสสาวะบริเวณท้ายเรือก่อนพลัดตกน้ำตามที่มีการระบุไว้ในสำนวนเดิม

ทั้งนี้ ทีมงานยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการทำคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ว่าอาจมีประเด็นเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของดีเอสไอ โดยยืนยันว่าจะยังคงรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป และหากมีหน่วยงานใดไม่ให้ความร่วมมือ อาจมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป