ชีอะห์ไทยกว่า 200 คน รวมตัวหน้าสถานทูตอิหร่าน แสดงความอาลัย “คาเมเนอี”

8.03.26 | 12:32 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มีนาคม ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มชีอะห์กว่า 200 คน ทั้งชาย หญิง เด็กและผู้สูงอายุ รวมตัวกันแสดงการไว้อาลัยเนื่องด้วยการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี
ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้าแก่ศรัทธาชนทั่วโลก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจ 191 ตำรวจสันติบาล และตำรวจท่องเที่ยว จัดกำลังดูแลความปลอดภัยตลอดการรวมตัว และยังมีการปิดการจราจรบริเวณหน้าสถานทูตอิหร่านเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-11.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้มาร่วมกิจกรรม


นายอาลี ชาฮุไซนี อายุ 40 ปี ตัวแทนกลุ่มชาวชีอะห์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ไม่ได้เป็นการรวมตัวของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวชีอะห์ รวมถึงชาวซุนนีบางส่วนในประเทศไทย ที่มีความเคารพและศรัทธาต่อ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำของอิหร่าน ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้นำประเทศแล้ว ยังถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชีอะห์ทั่วโลกด้วย สำหรับกิจกรรมในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญที่ชาวชีอะห์ทั่วโลกรักและเคารพอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีชาวชีอะห์ราว 40,000-45,000 คน จึงต้องการออกมาแสดงจุดยืนว่าในประเทศไทยก็มีผู้ที่รักและเคารพผู้นำดังกล่าว และรู้สึกเสียใจต่อการจากไป ทั้งนี้ การรวมตัววันนี้เป็นการเลือกใช้วิธีการที่สันติ โดยมารวมตัวบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน เพื่อให้กำลังใจรัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่าน แม้จะสามารถไปแสดงออกที่สถานทูตสหรัฐ หรืออิสราเอลก็ได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยขอความร่วมมือให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบและรักษาความสงบ ประกอบกับผู้ร่วมกิจกรรมเป็นคนไทย จึงเลือกวิธีที่สงบที่สุด

การสูญเสียครั้งนี้เปรียบเสมือนการสูญเสียบิดา และเป็นการสูญเสียเสาหลักสำคัญของชาวชีอะห์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้กำลังใจของชาวชีอะห์ลดลง เพราะในมุมมองของพวกเรา ทุกคนพร้อมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ และแนวทางของผู้นำที่ยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์จะยังคงเป็นแบบอย่างให้เดินตามต่อไป ส่วนข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายอาลีระบุว่า ไม่ได้ต้องการเรียกร้องต่อสหรัฐ หรืออิสราเอลโดยตรง แต่ต้องการเรียกร้องต่อสหประชาชาติและผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายสากล ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในอิหร่าน เนื่องจากเป็นพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แต่จากข้อมูลข่าวสารที่ติดตาม พบว่าประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากยังออกมาสนับสนุนรัฐบาลและพร้อมยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ของประเทศ สำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จะต้องหารือร่วมกันระหว่างแกนนำของมัสยิดและฮุไซนียะฮ์ต่างๆ ก่อน โดยหากมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม จะมีการประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม

Advertisement

นายอาลีกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังฝากถึงท่าทีของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล และหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ชาวชีอะห์ในประเทศไทยไม่มีเจตนาสร้างปัญหาหรือความวุ่นวายในประเทศ แต่อยากให้หน่วยงานรัฐดูแลทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ทั้งกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่าง พร้อมขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยวางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ถึงแม้จะมีความกังวลว่าท่าทีของรัฐบาลไทยอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่เชื่อว่ารัฐบาลไทยมีความรอบคอบและเฉลียวฉลาด อีกทั้งยังมีความเป็นกลาง เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐได้ดูแลสถานการณ์และทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการให้สัมภาษณ์กลุ่มชาวชีอะห์ได้พร้อมใจร่วมร้องเพลงไว้อาลัยและสดุดี พร้อมกับตะโกนว่า “อิสราเอล-อเมริกา จงพินาศ ปลดปล่อยปาเลสไตน์” และยังกล่าวอภิปรายแสดงจุดยืน/ก่อนที่จะนำดอกไม้ไปวางไว้ด้านในสถานทูตอิหร่าน เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และนำหนังสือประกาศจุดยืนไปมอบให้กับท่านเอกอัครราชทูตนัสเซอร์รุดดีน ไฮดารี (H.E. Mr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ซึ่งตลอดกิจกรรม ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมก็ร่ำไห้ด้วยความเสียใจ