CIB เปิดปฏิบัติการ “Cut Money Flow” ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ไทย–จีน 9 ราย ยึดเงินสด 1.9 ล้าน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เขาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท., ร.ต.อ.บุญชัย ถิรภัทรไพบูลย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอท. ร่วมเเถลงข่าวผลการปฏิบัติ “Cut Money Flow” จับกุมขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องหาทั้งคนไทย-จีน 9 ราย พร้อมยึดเงินสดคาห้างขณะเตรียมส่งต่อหัวหน้าขบวนการ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นผลการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ บช.ก. โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อีกทังทางทางศูนย์ ACSC ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระงับความเสีบหายได้พอสมควร

ร.ต.อ.บุญชัย กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้มีการเเจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ ว่าถูกคนร้ายโทรศัพท์ติดต่อหา แอบอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท AIS แจ้งว่ามีคนนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ และนำไปใช้งานพัวพันกับคนร้ายในคดีฟอกเงิน โดยมิจฉาชีพได้หลอกให้ผู้เสียหายติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมผ่าน Line ชื่อ “สภ.เมืองเลย” ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ใจ 2 ครั้ง มูลค่าความเสียหายประมาณ 550,000 บาท
เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปอท. จึงได้ทำการขยายผล พบว่าคนร้ายแบ่งทำงานกันเป็นกลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเจ้าของบัญชีม้า ซึ่งเป็นคนไทย 2 คน คือ 1. นายถาวร (สงวนามสกุล) อายุ 33 ปี 2. น.ส.กัลยาณี (สงวนามสกุล) อายุ 25 ปี, กลุ่มผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน เป็นคนไทย 5 คน 3. นายมนัสชัย (สงวนามสกุล) อายุ 41 ปี 4. น.ส.ธารทิพย์ (สงวนามสกุล) อายุ 40 ปี 5. น.ส.ศรประภา (สงวนามสกุล) อายุ 42 ปี 6. น.ส.ธณัฐนัน (สงวนามสกุล) อายุ 37 ปี 7. นายฑิฆาวิน (สงวนามสกุล) อายุ 36 ปี, กลุ่มผู้สั่งการและประสานงาน เป็นคนไทยซึ่งเป็นหัวหน้า 1 คน คือ 8. นายอัศนัย (สงวนามสกุล) อายุ 44 ปี, กลุ่มผู้รับผลประโยชน์และ กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ เป็นชายชาวจีน 1 คน คือ 9. MR.ZHENG อายุ 23 ปี เปิดปฏิบัติการ 3 ครั้งจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 9 คน

โดยเมื่อปฏิบัติการครั้งเเรกเกิดขี้นเมื่อวันที่ 16 มี.ค. เข้าตับกุมกลุ่มผู้ต้องหาในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และนครปฐม 5 ราย เป็นผู้ต้องหา ซึ่งทำหน้าที่เป็น บัญชีม้า 2 ราย, ผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน 2 ราย และผู้สั่งการและประสานงาน 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง เป็น โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 6 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ รวมถึงใบเบิกถอนเงินสด จำนวน 15 รายการ รถยนต์ จำนวน 1 คัน และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อีก จำนวนหนึ่ง
จากการสอบถาม นายอัศนัย รับว่า ตัวเองทำหน้าที่เป็นหัวหน้าจัดหาบัญชีม้าผ่านนายหน้า เพื่อส่งให้คนจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากนั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะนำบัญชีไปใช้ในการหลอกลวง รับเงินจากผู้เสียหาย เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีม้า นายอัศนัย จะสั่งการให้ นายมนัสชัย และ น.ส.ธารทิพย์ ไปเฝ้าดูและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงินสด และนำเงินมาให้ตัวเอง ซึ่งจะเป็นผู้รวบรวมเงินนำส่งให้กับคนจีนดังกล่าว ตามจุดนัดหมายต่างๆ ได้รับค่าจ้าง 6% โดยทำมาแล้วประมาณ 9 เดือน เฉลี่ยมีการถอนเงินสดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 ล้านบาท

พ.ต.ต.ลัทธพล กล่าว่า ภายหลังการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 รายได้เเล้ว เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จนทราบว่าวันที่ 17 มี.ค. จะมีการถอนเงินที่ น่าเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด บริเวณห้างสรรพสินค้า ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบธุรกรรม ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว พบกลุ่มบุคคลซึ่งมี น.ส.ธณัฐนัน ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร เดินทางมากับ น.ส.ศรประภา และนายฑิฆาวิน ซึ่งทั้ง 3 คนได้นั่งพูดคุยพักคอยอยู่ภายในร้านอาหารในห้างจนถึงช่วงเย็น จากนั้นพบว่า น.ส.ธณัฐนัน ได้เดินมุ่งหน้าไปยังสาขาธนาคารเพื่อทำธุรกรรมที่บริเวณ เคาเตอร์ฝาก-ถอนเงินสด ส่วนนายฑิฆาวิน และ น.ส.ศรประภา ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าแสดงตัวและตรวจสอบบุคคลและธุรกรรมดังกล่าว พบว่า บัญชีธนาคารของ น.ส.ธณัฐนัน มีการรับเงินต่อเนื่องกันจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินกว่า 1.9 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งจากการสอบถาม น.ส.ธณัฐนัน รับว่า มียอดเงินดังกล่าวโอนเข้ามาจริง แต่ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ จึงได้ตรวจยึดเงินดังกล่าวไว้
ในขณะเดียวกันทางบก.ปอท.ได้ประสานงานกับ War room ของศูนย์ ACSC เพื่อตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินข้างต้นพบว่า เป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกในคดีฉ้อโกงออนไลน์ จำนวน 3 ราย จึงได้มีการรีบติดต่อไปยังผู้เสียหายเพื่อแจ้งเหตุ และยับยั้งความเสียหาย พร้อมมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบผู้เสียหายรายหนึ่ง รายในการสอบถามรายละเอียดจากการตรวจสอบผู้เสียหายซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญให้การว่าตนถูกหลอกว่าจะได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองปกป้องเงินจากกลุ่มวิชาชีพ โดยมิจฉาชีพได้ขอ Line ไป จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัวและบัญชีธนาคารและจำนวนเงินคงเหลือในบัญชี ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของ น.ส.ธณัฐนัน

จากการสืบสวนขยายผลยังทราบว่า เงินสดที่ยึดได้จำนวน 1.9 ล้านบาท จะถูกนำส่งให้คนจีนภายในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ในวันที่ 18 มี.ค. เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเพื่อทำการจับกุมผู้รับเงินต่อมาจึงมีการเปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มี.ค. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์ บริเวณจุดนัดหมายส่งมอบเงิน โดยพบ MR.ZHENG เดินทางมายังจุด นัดหมาย ซึ่งเมื่อสายลับได้ส่งมอบถุงเงินให้กับ MR.ZHENG เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าแสดงตัว
จากการสอบถาม MR.ZHENG ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างจากชายสัญชาติจีน ซึ่งเป็นรายเดียวกันกับที่นายอัศนัยให้การซัดทอด ให้เดินทางมาเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท ทำมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง แต่จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อคำให้การ โดยเชื่อว่า MR.ZHENG เป็นกลุ่มเดียวกันกับชายชาวจีนคนดังกล่าว และได้ร่วมกันกระทำความผิด จากนั้นจึงได้มีการนำตัว MR.ZHENG ไปตรวจค้นที่พัก สามารถตรวจยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ทั้งหมด 4 เครื่อง, รถยนต์ 2 คัน, บัตรขาว 8 ใบ

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดมีความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”


