CIB ทลายแก๊งคอลเกาหลีใต้ เช่าบ้านหรูย่านรามอินทรา อ้างอัยการตุ๋นคนชาติเดียวกันกว่า 65 ล้าน

30.03.26 | 16:29 น.

CIB เปิดปฏิบัติการ Thailand-Korea Breaking Chains EP.2 ทลาย 11 ผู้ต้องหาแก๊งคอลเกาหลีใต้ เช่าบ้านหรูย่านรามอินทรา อ้างอัยการตุ๋นเงินคนชาติเดียวกัน เสียหายกว่า 65 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่กงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย แถลงผลปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains EP.2” ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาจำนวน 11 ราย ประกอบด้วย นายกอนโก (MR.GEON) อายุ 25 ปี ,นายดงฮวา (MR.DONGHWA) อายุ 25 ปี, นายจุนกี (MR.JUNGI) อายุ 35 ปี ,นายนูรี (MR.NURI ) อายุ 35 ปี , นายซอกอู (MR.SEOKWOO) อายุ 31 ปี นายฮยอนอู (MR.HYUNWOO) อายุ 33 ปี ,นายจองกู (MR.JEONGGU) อายุ 31 ปี ,นายกวังมิน (MR.GWANGMIN) อายุ 19 ปี , นายยงกยู (MR.YONGGYU) อายุ 39 ปี , นางยุนคโย (MS.YUNKYO) อายุ 27 ปี และ นางฮเยรี (MS.HYERI) อายุ 32 ปี พร้อมของกลาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP จำนวน 11 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 33 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวง,เงินสด และเอกสารอื่น ๆ อีกหลายรายการ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC โดยมีการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ต่อมาได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย สืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา จากการสืบสวนพบเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานบัญชาการยังประเทศไทย โดยก่อนหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains” จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ 17 ราย เข้ามาตั้งออฟฟิศในพื้นที่ชลบุรีและ กทม.โดยหลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ด้วยกัน

ต่อมาได้ขยายผลทราบว่ามีเพื่อนร่วมขบวนการได้แอบเช่าบ้านหรูย่านรามอินทรา เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายค้นเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ได้ 11 ราย พร้อมของกลางจำนวนมากดังกล่าว

Advertisement

ด้าน พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นลักษณะออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์โดยมีการจัดโต๊ะทำงานจำนวน 11 จุด พร้อมอุปกรณ์โทรศัพท์VoIP, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router), เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์, รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์และเอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจากการซักถามผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่าบทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย จากการตรวจค้นพบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายราย มูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านวอน หรือประมาณ 65 ล้านบาท

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ก่อนนำตัวส่ง สน.โคกคราม พร้อมประสานงานกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เกี่ยวกับข้อมูลพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวและความผิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อดำเนินการประสานความร่วมมือ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป