รมว.ยุติธรรม แถลงพบความผิดปกติของโรงกลั่น-บริษัทคลังน้ำมันในระยอง ด้านปทุมธานีรถขนส่งน้ำมันแต่ไม่ส่งจ่ายน้ำมันให้ปั๊ม มีการใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าสูงในช่วงน้ำมันขาดแคลน ลักษณะคล้ายกักตุน-รอขายออกเพื่อเก็งกำไร ชี้บางโรงกลั่นมีสถานีให้บริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เร่งแกะรอยเส้นทางรถบรรทุกน้ำมัน 11,067 คัน ตามระบบ GPS หลังพบความผิดปกติไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม มีบางบริษัทพบการใช้สารเคมีตัวอื่นปะปนในน้ำมันเชื้อเพลิง สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันส่งแล็บตรวจสอบ รอผล 4 วัน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 เมษายน ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นายสมชาย รัตนสุภา ผอ.กองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงผลการเปิดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน หลังเช้าวันนี้เปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน ใน จ.สมุทรสาคร จ.ระยอง จ.ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา
พล.ต.ท.รุทธพลเปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เราดำเนินการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทุกระดับตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งดำเนินการโดยดีเอสไอ ส่วนปลายทางดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครองเป็นผู้ตรวจสอบ ต้องขอบคุณข้อมูลรายละเอียดที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในวันนี้คณะเจ้าหน้าที่ได้มีการเปิดปฏิบัติการ 4 ภารกิจสำคัญ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ มีการลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งใน จ.ระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็พบพฤติการณ์แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า จากการปฎิบัติภารกิจทั้ง 4 พื้นที่เป้าหมายในครั้งนี้ เราจะได้มีการขยายผลต่อไป เพราะว่าพบการกระทำความผิดและข้อสงสัย จะให้ทุกฝ่ายนำเสนอยื่นเอกสารเข้ามาชี้แจง ส่วนมาตรการมุ่งเน้นจากนี้คือ 1.การกวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา 2.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการประวิง หรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊ม หรือลูกค้าปลายทาง 3.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน
ด้าน พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน มีการกำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ (Scenario) คือ 1.การตั้งสมมุติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมันว่ามีประมาณกี่คัน จากการตรวจสอบพบว่ามีจำนวน 11,067 คัน โดยดูจากระบบ GPS ซึ่งก็พบว่ามีอยู่ 1 เคสใน จ.อุดรธานี โดยที่อุดรธานีมีจำนวนทั้งหมด 10 คัน เฉลี่ยรถ 1 คัน บรรทุกน้ำมัน 40,000 ลิตร ซึ่งในรถ 10 คันดังกล่าว ปรากฏว่ามีการติดหน้าปั๊มน้ำมันว่าไม่มีน้ำมัน แต่พบเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่ามีรถ 2 คันได้ไปส่งน้ำมันระหว่างทางที่ จ.ขอนแก่น และไปถ่ายให้รถเล็ก ประเด็นนี้จึงเป็นความผิดชัดเจน ซึ่งรองผู้บัญชาการฝ่ายสืบสวนฯอยู่ระหว่างดำเนินการ 2.เราได้ไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.ระยอง ว่ารถที่มีการรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ก็พบว่าเกิดขึ้นที่ จ.ระยอง โดยพบข้อมูลว่าเป็นคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มก่อนมีการยกเลิกไป
พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เราพบข้อมูลคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาด ต้องดูว่าคลังน้ำมันไหนไม่ได้มีการจ่ายน้ำมัน และไม่ได้จ่ายน้ำมันในช่วงเวลาใด ซึ่งหากดูจากกราฟ เราจะเห็นจากปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างที่ จ.ปทุมธานี เพราะปกติจะมีการใช้ไฟอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ แต่ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 พบว่ามีการใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีวันที่ 15-17 มีนาคม 2569 ที่ไม่มีการจ่ายกำลังไฟ แต่กลับไม่พบความผิดปกติคือช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำมันราคาขึ้น พบว่าวันที่ 26 มี.ค.69 มันมีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันจากคลัง สูงถึง 1,600 กิโลวัตต์ แต่พอไปดูน้ำมันคงคลังวันที่ 20-25 มี.ค.69 ก็มีคงคลังเบื้องต้นประมาณ 20 ล้านลิตร
พล.ต.อ.สำราญกล่าวด้วยว่า นี่คือการดูการจ่ายกระแสไฟฟ้าของแต่ละคลัง ทั้งหมด 92 คลัง ซึ่งจะได้นำข้อมูลส่งต่อดีเอสไอต่อไปว่าการจ่ายไฟสอดคล้องกับการรับจ่ายน้ำมันหรือไม่ เพราะในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค.69 จะมีกระแสไฟฟ้าในการใช้จ่ายน้ำมันในช่วงกลางวัน (สีแดง) แต่พอกลางคืนเป็นสีเขียว ส่วนสีน้ำเงินเป็นช่วงเสาร์อาทิตย์

พล.ต.อ.สำราญกล่าวอีกว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 ราววันที่ 15-17 มี.ค.69 ต้องดูว่ามีปั๊มน้ำมันใดที่ปิดให้บริการ แล้วแจ้งว่าน้ำมันไม่พอ จึงได้มอบหมายให้ตำรวจในท้องที่ไปสอบถามปั๊มน้ำมันว่ารับมาจากบริษัทใด รถอะไร แล้วเราจึงนำไปดูว่ารถคันนั้นยังมีการวิ่งส่งน้ำมันหรือไม่ จึงพบข้อมูลในส่วนของพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่มีการวิ่งส่งน้ำมันอยู่ แต่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม เช่น รถบรรทุกน้ำมันเคยส่งให้กับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ส่งน้ำมันให้ แม้จะมีรถบรรทุกน้ำมันคอยขนส่งน้ำมันอยู่ก็ตาม แต่สำหรับจำนวนคลังน้ำมันทั้งหมด 92 คลัง ส่วนที่เหลือจากนี้เราจะเข้าไปดูในทุกปั๊มและทุกคลังน้ำมัน ส่วนรถจำนวน 11,067 คัน ก็ต้องดูว่ามีการนำไปจอดตรงไหนบ้าง ซึ่งต้องไปขยายผลต่อ
ขณะที่นายวุฒิทัตเผยว่า ในส่วนของพื้นที่ จ.ระยอง เดิมพบว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 และเคยมีการจดทะเบียน ก่อนมีการยกเลิกไปในปี 2561-2562 โดยประมาณ แต่พอเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ก็จะไม่ได้รับการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ แต่เมื่อตรวจสอบที่หน้างานพบว่าคลังน้ำมันแห่งนี้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมให้กับลูกค้า ดังนั้น เมื่อเข้าคำว่า “จำหน่าย” ก็คือการทำการค้า แต่เงื่อนไขของการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จะมีสองเงื่อนไขที่เข้าข่าย คือ 1.ต้องมีปริมาณการค้าประจำปีเกิน 36,000,000 ลิตร (36 ล้านลิตร) และ 2.แต่ถ้าการค้าประจำปีไม่เกิน 36 ล้านลิตร แต่มีสถานที่เก็บน้ำมันเกิน 200,000 ลิตร จะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับใบอนุญาตคลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ซึ่งนิยามของคลังน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องมีความจุของถังทั้งหมดรวมในสถานที่เกิน 500,000 ลิตร จึงหมายความว่าสถานที่แห่งนี้เข้าข่ายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10
นายวุฒิทัตเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นหากมีพฤติกรรมจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมจริง ก็จะมีฐานความผิดกระทำการค้าโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 โดยจะมีโทษตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกโดยกรมธุรกิจพลังงานต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวใน จ.ระยอง ยังมีประเด็นที่มีการรับจ้างขนส่ง แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 12 จึงมีโทษตามมาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะได้นำหลักฐานเอกสารไปตรวจสอบขยายอีกครั้ง

นายวุฒิทัตกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีพื้นที่ จ.สมุทรสาคร บริษัทดังกล่าวถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก มีการผลิตน้ำมันจำพวกดีเซลเป็นหลัก จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เราได้เรียกดูใบกำกับการขนส่งเพิ่มเติม และขอข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันจากทางบริษัท ซึ่งทางบริษัทก็ให้ความร่วมมือ เพื่อที่เราจะนำไปตรวจสอบความสัมพันธ์ว่าสอดคล้องกับใบกำกับการขนส่ง และการตัดยอดการรับจ่ายตัวน้ำมัน นอกจากนี้ ยังได้ขอข้อมูลการเข้าออกสถานที่ว่ามีรถบรรทุกทะเบียนใดเข้ามามายังบริษัทในช่วงวันเวลาใดบ้าง รวมถึงขอไฟล์กล้องภาพวงจรปิด เพื่อจะได้นำไปเชื่อมโยงข้อมูลว่ามีการกักตุน หรือประวิง การจำหน่ายน้ำมันหรือไม่
นายวุฒิทัตกล่าวว่า ทั้งนี้ เท่าที่ดูเบื้องต้นก็พบการกระทำความผิดซึ่งหน้า คือสถานที่แห่งนี้มีสถานีบริการน้ำมันอยู่ภายใน โดยมีถังเก็บดีเซลจำนวน 40,000 ลิตร ที่จะเชื่อมมายังหัวจ่าย 1 หัวจ่าย แต่สถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งดูจากลักษณะสถานที่แล้วเข้าข่ายเป็นสถานีให้บริการประเภท ค. ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ เพราะตัวสถานที่อย่างนี้ถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 อย่างไรก็จะต้องมีการแจ้ง เพราะมีสถานีให้บริการน้ำมันอยู่ภายใน แต่เขากลับไม่ได้แจ้งรายละเอียดดังกล่าว
นายวุฒิทัตกล่าวอีกว่า ดังนั้น ไม่ได้มีการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็จะมีความผิดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยได้รับใบอนุญาต จะมีความผิดตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.การควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แล้วไม่ได้แจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีปั๊มน้ำมันอยู่ในสถานที่ จะมีความผิดตามมาตรา 14 โดยมีบทลงโทษตามมาตรา 40 ปรับไม่เกิน 50,000 บาท นอกจากนี้ ยังเจอความผิดซึ่งหน้าอีกลักษณะหนึ่ง คือ ในสถานที่แห่งนี้มีหลายแท็งก์พอสมควร โดยเฉพาะกรณีการเจอแท็งก์ประเภท T12 ซึ่งบริษัทแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงานว่ามีใบอนุญาตด้านความปลอดภัยว่ามีการเก็บน้ำมันดิบ แต่กลับเอามาเก็บเป็นน้ำมันดีเซล โดยที่ไม่ได้แจ้งเหตุเปลี่ยนแปลง

นายวุฒิทัตชี้ว่า จึงจะมีฐานความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามมาตรา 7 ตามมาตรา 66 ระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อนึ่ง เรายังมีการสุ่มตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ซึ่งบริษัทแห่งนี้มีการผลิตน้ำมันดีเซลออกจากหอกลั่นก็จริง แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งออก โดยหลักคือส่งออกไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่เพียงแค่ว่าบริษัทไม่ได้มีการส่งตลอด และอีกอย่างคือเราได้มีการตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมัน B7 ที่มีการนำไปทำเป็นสถานีให้บริการปั๊มน้ำมัน เราได้มีการเก็บตัวอย่างเข้าห้องแล็บ (Lab) ซึ่งผลตรวจจะแล้วเสร็จ ทราบผลประมาณ 3-4 วัน
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตในกรณีพื้นที่ จ.ระยอง ที่รถขนส่งน้ำมันไม่ได้เข้าปั๊มน้ำมัน และอ้างว่าน้ำมันหมด หรือในกรณีของ จ.ปทุมธานี ที่มีการจ่ายไฟสูงผิดปกติ แต่กลับสอดคล้องกับปริมาณน้ำมัน เพราะเมื่อไม่มีการใช้ไฟฟ้า ก็คือการไม่ได้ขายน้ำมัน แต่เมื่อใช้ไฟฟ้ามากก็สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่ขายออกไป และเป็นช่วงที่น้ำมันราคาขึ้น ส่วนกรณีของวันที่ 15-17 มี.ค.67 ที่ จ.สมุทรสาคร พบว่าปั๊มไม่มีน้ำมัน แต่น้ำมันมีการส่งออกจากคลังน้ำมัน ฉะนั้น ทั้งหมดทุกกรณีจึงอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ และนอกจากความผิดตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้นำเรียนแล้ว ตัวกฎหมายยังมีการห้ามผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดโดยจงใจทำให้ราคาต่ำหรือสูงเกินสมควร ซึ่งเราก็ต้องไล่ตรวจสอบย้อนหลังว่าในช่วงที่มีการกักเก็บน้ำมันไว้ มีช่วงไหนที่ตรงตอนราคาน้ำมันต่ำ เพื่อรอให้ราคาน้ำมันขึ้นแล้วจำหน่ายหรือไม่
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า ทั้งนี้ ทุกพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบจะมีการนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษในวันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งก็ต้องรอดูมติของบอร์ดว่าจะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมในทุกพฤติกรรมหรือไม่ แต่เราจะเน้นว่าต้องเป็นพฤติกรรมทางคดีที่ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากการไม่มีน้ำมันใช้เป็นหลัก
นายสมชายเปิดเผยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีการประวิงเวลาไม่จำหน่าย ไม่เสนอสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย ซึ่งก็เป็นความผิดในกฎหมายฉบับดังกล่าว กรมการค้าภายในจะนำเอาพยานหลักฐานทั้งหมดนี้พิจารณาว่าเป็นการเข้าข่ายการประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม ให้เป็นประเด็นต่อเนื่องในการตรวจสอบต่อไป

จากนั้นเข้าสู่ช่วงการถามตอบของสื่อมวลชน เมื่อสอบถามกรณีตรวจสอบการกักตุนน้ำมันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน พบปริมาณน้ำมันหายไปเท่าใด พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ขอใช้เวลารวบรวมรายละเอียดข้อมูลก่อน เนื่องด้วยจำนวนปริมาณน้ำมันมีข้อมูลมาจากหลายส่วน หลายหน่วยงาน จึงขอรอยืนยันความชัดเจนตัวเลขตรงอีกครั้ง เช่น ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงภารกิจ 4 พื้นที่เป้าหมายในวันนี้ด้วย
เมื่อถามว่า กรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่ามีการจัดเตรียมชุดสุดซอย เพื่อที่จะช่วยสำรวจเรื่องการกักตุนน้ำมัน และปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ได้มีการประสานข้อมูลหรือร่วมกันวางแผนกับกระทรวงยุติธรรมอย่างไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ทราบในเรื่องของทีมชุดสุดซอยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งน่าจะมีการประสานข้อมูลกันเข้ามาหลังจากนี้ แต่เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เรื่องการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเราได้ดำเนินการมาหลายวันแล้ว และในมิติของเราคือการเน้นปราบปรามการกักตุนน้ำมัน และเชื่อว่ากรมธุรกิจพลังงานก็จะทำงานในมิติอื่นเพิ่มเติมด้วย อย่างไรคงได้ประสานแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันอีกครั้ง
ขณะที่นายวุฒิทัตกล่าวว่า ทีมชุดสุดซอยได้ประสานงานมายังตนแล้ววานนี้ จึงได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบใน จ.สมุทรสาครเมื่อเช้านี้
เมื่อถามว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเป้าหมาย 4 จุดในวันนี้ พบบางจุดหรือไม่ที่มีการใช้สารเคมีประเภทอื่นปะปนในน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นการใช้น้ำมันของประชาชนในช่วงวิกฤติขาดแคลน
พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า จุดที่น่าสนใจคือจุดที่ จ.สมุทรสาคร ส่วนผลตรวจออกมาจะเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากมีความคืบหน้าอย่างไร กรมธุรกิจพลังงานจะมีคำอธิบายต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีที่ ศรชล.ตรวจพบการขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) ความคืบหน้าเรื่องเส้นทางการเดินเรืออย่างไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ทาง ศรชล.นั้น ดีเอสไอได้มีการประสานงานร่วมกันต่อเนื่อง อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ตามที่มีการตั้งวอร์รูมไว้ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ซึ่ง ศรชล. มีข้อมูลจำนวนเรือที่พบความผิดปกติว่ามีปลายทางไปที่ไหนบ้าง แต่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบอีกสักระยะ เพื่อที่จะได้ตัวเลขเป็นทางการ ส่วนปลายทางของน้ำมันที่สูญหายกลางทะเลไปพบที่ใดบ้างนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะตามข้อเท็จจริงตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. บริษัท IRPC มีการเลือกผลิตน้ำมันเขียว ที่ใช้สำหรับการประมงประมาณวันละ 1.5 ล้านลิตร ซึ่งก็เชื่อว่าน้ำมันที่หายไปคงจะต้องเข้าไปยังหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม การประมง และการเกษตร แต่ตัวเลขที่ชัดเจนขอเวลารวบรวมอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีที่พบเที่ยวเรือที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหายกลางทะเล จากเดิมจำนวน 96 เที่ยว ไปเป็น 99 เที่ยว มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง และพบความผิดปกติของเที่ยวเรือเส้นทางการเดินเรืออย่างไร มีการชะลอกลางทะเลหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า 99 เที่ยวเรือดังกล่าวคือจำนวนเที่ยวเรือทั้งหมด ซึ่งก็มีบางลำที่วิ่งหลายเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็นเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมันไปยังปลายทาง ส่วนจะมีความผิดปกติมากน้อยเพียงใด ขอเวลาในการตรวจสอบก่อน เกรงว่าชี้แจงไปตอนนี้จะมีความคลาดเคลื่อนได้ เพราะมันอาจมีตัวเลขเพิ่มขึ้น จึงอยากขอข้อมูลให้มีความชัดเจนก่อน
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า แต่ยืนยันในตอนนี้ได้ว่ามีจำนวนเรือบางส่วนที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เราอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ซึ่งเรือทั้งหมดที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เราจะนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบจริงจัง โดยจะตรวจสอบในทุกมิติ ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมัน หากพบจุดไหนที่ดำเนินการผิดกฎหมาย จากกฎหมายฉบับใด เราจะดำเนินการโดยเคร่งครัด แต่เบื้องต้นที่ผ่านมา ในส่วนของโรงกลั่นเรายังไม่พบการกระทำผิด แต่ในวันนี้ 3 ข้อสงสัย ที่รอง ผบ.ตร.มีการตั้งไว้โรงกลั่นขนาดย่อมเข้ามาเกี่ยวข้อง หากมีการดำเนินการที่ผิดกฎหมายก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่

ด้าน พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า การเปิดปฏิบัติการวันนี้เกิดจากการกำหนดฉากทัศน์ไว้ทั้งสิ้น 3 เหตุการณ์ โดยยกตัวอย่าง เช่น เหตุการณ์ที่ 1 เจ้าหน้าที่เจอกรณีความผิดปกติ 2 จังหวัด คือที่อุดรธานีและระยอง
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 เราจะได้มีการประมวลเรื่องเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยเน้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตปัญหาขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป และจะได้หารือในที่ประชุมว่าจะรับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมเหตุการณ์การกักตุนน้ำมันใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วก็เป็นกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด ซึ่งเราจะดำเนินคดีกับกลุ่มที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากการกักตุนน้ำมัน เบื้องต้นจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ แต่อาจมีความผิดฐานย่อยอื่นอีก
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน จะยังไม่ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุม แต่หากสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว และพบการกระทำความผิดเข้าข่ายกฎหมายดังกล่าวในภายหลัง เราสามารถอนุมัติสอบสวนเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันได้ ส่วนกรณีพฤติกรรมผิดปกติของโรงกลั่น หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายก็จะต้องตรวจสอบเช่นเดียวกัน แต่ตนคงไม่ไปคาดการณ์ล่วงหน้า






