ดีเอสไอ จ่อ ออกหมายเรียก คลังน้ำมันใหญ่ สุราษฎร์ฯ แจงปม น้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร

9.04.26 | 17:50 น.

ดีเอสไอ จ่อ ออกหมายเรียกคลังน้ำมันใหญ่ สุราษฎร์ฯ แจงปม น้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร หลังบอร์ดกคพ.รับคดีพิเศษ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่9 เมษายน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  กรรมการและเลขานุการ และคณะกรรมการคดีพิเศษโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิ การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของปี พ.ศ. 2569


โดยที่ประชุมมี มีมติเป็นเอกฉันท์ รับ กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมาย ว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่

โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษ

Advertisement

พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยภายหลั งการประชุม  เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เห็นชอบให้ดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งเข้าข่ายความผิดอาญาเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามของกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยต้องเป็นการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 รวมถึงผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้จดทะเบียน หากมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย โดยหลังจากนี้ ดีเอสไอจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาคี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกฝ่าย

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า การสอบสวนจะเริ่มจากกรณีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพบพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด และที่ประชุมมีมติให้ครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับใด หากเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงก็อยู่ในขอบเขตการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังรวมถึงกรณีน้ำมันสูญหายกลางทะเลในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ปริมาณ 57 ล้านลิตร และกรณีคลังน้ำมันรายใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม กรณีการตรวจสอบในพื้นที่ จ.ระยอง ขอนแก่น ปทุมธานี และสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่

“กรณี จ.สุราษฎร์ธานี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากพบความผิดปกติจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการส่งมอบน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หลังจากตั้งคณะพนักงานสอบสวนแล้ว จะดำเนินการออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อไป” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของเที่ยวเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 24 เที่ยว จากทั้งหมด 99 เที่ยว ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีลักษณะล่าช้า ประวิงเวลา หรือเดินเรือไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ คิดเป็นปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องราว 60 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันว่าเป็นกรณีน้ำมันสูญหาย

ทั้งนี้ จำนวน 24 เที่ยวเรือดังกล่าว อาจไม่ได้หมายถึง 24 ลำ เนื่องจากเรือบางลำมีการวิ่งหลายเที่ยว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลเพื่อตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับบริษัทใดบ้าง ซึ่งพบว่ามีหลายบริษัท แต่ไม่ถึง 10 บริษัท  ส่วนปลายทางของน้ำมันอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก โดยดีเอสไอได้ขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และ ศรชล. เพื่อนำมาเปรียบเทียบข้อมูลทั้งระบบ  หากพบความผิดปกติชัดเจน และมีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศรชล. ดีเอสไอสามารถรับดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที