จับแล้ว มิจฉาชีพทำทีขอซื้อบ้านหญิงสูงวัย ชวนลงทุนสารพัด อีกฝ่ายเชื่อใจ โอนเงินให้ครึ่งปี กว่า 9 ล้าน

13.04.26 | 12:22 น.

ตร.จับได้แล้ว มิจฉาชีพทำทีขอซื้อบ้านจากหญิงสูงวัย ก่อนชวนลงทุนสารพัด อีกฝ่ายเชื่อใจ โอนเงินให้ตลอดครึ่งปี หมดไปกว่า 9 ล้าน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.สหรัฐ ยิ่งยวด สว.กก.2 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. ร่วมกันจับกุม น.ส.ปิยะรัตน์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2085/2569 ลงวันที่ 8 เม.ย.69 ในความผิดฐานพยายามฉ้อโกง, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ปลอมและใช้เอกสารปลอม, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และฟอกเงิน โดยจับกุมได้หน้าบ้านพักตึกแถว ซอยสามเสน 9 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้สูงวัยเกษียณอายุ ประกาศขายบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯผ่านทางเฟซบุ๊ก ต่อมา น.ส.ปิยะรัตน์ ผู้ต้องหา ทำทีติดต่อเข้ามาแสดงความสนใจที่จะขอซื้อบ้านหลังดังกล่าว และได้มีการพูดคุยเพื่อสร้างความสนิทสนมกันเรื่อยมาผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์จนผู้เสียหายเริ่มเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ

จากนั้นผู้ต้องหาเริ่มเปลี่ยนพฤติการณ์จากผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน กลายมาเป็นนักลงทุน โดยพูดจาหว่านล้อมชักชวนให้ผู้เสียหายนำเงินมาร่วมลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่นแชร์, การลงทุนขายกล่องสุ่ม และธุรกิจตู้คีบตุ๊กตา โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก

ด้วยความเชื่อใจและความหวังที่จะนำเงินไปต่อยอด ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนเงินให้กับผู้ต้องหาไปจำนวนหลายครั้ง ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลากว่าครึ่งปี รวมมูลค่าความเสียหายเป็นเงินกว่า 9 ล้านบาท

ภายหลังผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้ทำการตรวจสอบและพบว่าเอกสาร สลิปการโอนเงิน ข้อมูลการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และข้อมูลบุคคลต่างๆ ที่ผู้ต้องหาส่งมาใช้สำหรับอ้างอิงการลงทุนนั้นไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้จริงและล้วนเป็นเอกสารที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาทั้งสิ้น

Advertisement

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมในการโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารอื่น รวมถึงมีการนำเงินบางส่วนไปซื้อทองคำจากร้านทอง และมีการถอนเงินสดออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการฟอกเงินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ และลงพื้นที่สืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาเอาไว้ได้ในที่สุด ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา