ปช.หวั่นใช้รถกอ.รมน.เป็นเกราะกำบัง แฉใช้ก่อเหตุหลายครั้ง ห่วงมทภ.4 สวนนโยบายนายกฯ
วันที่ 14 เมษายน พรรคประชาชาติออกแถลง ระบุว่า ตามที่ประชาชนได้ติดตามการแถลงข่าวความคืบหน้าทางคดี กรณีคนร้ายใช้รถราชการในสังกัด กอ.รมน. ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ แล้วนั้น
พรรคประชาชาติขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนไทยทั่วประเทศว่า พรรคประชาชาติจะติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด
บริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการ “รักษาความมั่นคงและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน” ตามที่ระบุใน พ.ร.บ. ปี 2551 และเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่เพียงองค์กรเดียวที่มีเอกภาพสูงสุด โดยมีกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นกฎหมายพิเศษ ที่ถือว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คดีนี้มีหลักฐานยืนยันว่า รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ที่ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองคือ สำนักนายกรัฐมนตรี (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) มีการนำรถออกไปใช้งานหลายครั้งเพื่อก่อเหตุ
ทราบว่าจากคำรับของผู้ต้องหาบางคนยืนยันนำไปใช้ “ก่อเหตุ” จำนวนหลายครั้ง (ครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4) เป้าที่จะสังหาร คือ ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรและนักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการคุกคามสถาบันนิติบัญญัติและทำลายกระบวนการสันติภาพ การใช้กลไกความมั่นคงมาทำลายผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นพฤติกรรมแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตย
นโยบายที่ท่านนายกฯ แถลงต่อรัฐสภา ว่า “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้”
ท่านนายกรัฐมนตรีคงติดตามคำสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่สื่อมวลชนได้ถามว่า
“กรณีที่มีนายทหารสังกัด กอ.รมน. ให้รถยนต์ราชการแก่ผู้ต้องหาไปใช้ในการก่อเหตุ จนสร้างความเสียหายให้แก่ทาง กอ.รมน.ภาค 4 นั้น ท่านแม่ทัพสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าทางกองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?”
ทาง ผอ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตอบในไมค์ว่า “ไม่มีแน่นอน เราไม่ไปดำเนินการแบบนั้น” แล้วปิดไมค์ตอบว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
ถือเป็นการสื่อสารย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่ทีใช้ “กฎอัยการศึก พ.ร.กฉุกเฉิน และโครงสร้าง กอ.รมน. ที่ทหารมีอำนาจล้นเบ็ดเสร็จ“ การใช้พาหนะหลวง กอ.รมน.มาก่อเหตุ ได้กลายเป็น “เกราะกำบัง” ให้กลุ่มอิทธิพลทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และตามข้อเท็จจริง ทหารรับผิดชอบสูงสุดในการแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยกระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ จะต้องดำเนินภายใต้ กอ.รมน. และทหารทั้งหมด
พรรคประชาชาติทราบข่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาดูที่เกิดเหตุและมาที่บ้าน ส.ส.กมลศักดิ์ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 ในฐานะผู้เสียหาย พรรคประชาชาติขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และได้มอบหมายให้ ส.ส.กมลศักดิ์ ให้ข้อมูลสำคัญทางคดี เพื่อนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจมอบหมายผู้ปฏิบัติต่อไป เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าคดีนี้ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่เกิดวัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล” ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของ ส.ส.กมลศักดิ์ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

