ตร.แฉ คลังน้ำมัน กักตุนรอปล่อยล็อตใหญ่ก่อนขึ้น 6 บาท ลอยทะเล 7.9 ล้านลิตรรอขึ้นฟันกำไร

16.04.26 | 16:35 น.

แฉไอ้โม่ง ลอยเรือรอน้ำมันขึ้น ค่อยปล่อย 7.9 ล้านลิตร เผย น้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ออกจากปั๊มแต่ไม่ระบุปลายทาง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือและเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยกระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด

พล.ต.อ.ธัชชัยเปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสาเหตุของการขาดแคลนน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน ช่วงวิกฤตว่าหาสาเหตุคืออะไร โดยให้ตำรวจทั่วประเทศมอนิเตอร์สถานีบริการน้ำมันทุกวันถึงสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมัน ในห้วงวันที่ 21-25 มี.ค.ที่ผ่านมา พบความผิดปกติ 3 ส่วน คือ 1.คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมัน มาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) จำนวน 3 แห่ง, มาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป หรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยมีมา 2.การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง เป็นปริมาณน้ำมัน 7.9 ล้านลิตร และ 3.การขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังไปปั๊มน้ำมัน มีไม่ระบุจุดหมายปลายทาง จำนวน 662 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 2,137,900 ลิตร อีกทั้งยังพบว่า มีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ออกนอกเส้นทาง หรือปิด GPS จำนวน 15 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 148,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน

พล.ต.อ.ธัชชัยเปิดเผยอีกว่า ค่าเฉลี่ยของการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร ระหว่างวันที่ 21-24 มี.ค. มีการจ่ายน้ำมันปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ จากนั้นวันที่ 25 มี.ค. ก็ได้มีการจ่ายน้ำมันปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากวันที่ 26 มี.ค. ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า คลังน้ำมัน 3 แห่ง มีน้ำมันจำนวนมากที่สามารถจ่ายให้ปั๊มน้ำมันได้แต่ไม่จ่าย จึงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยคลังน้ำมัน 5 แห่งดังกล่าว จะต้องสอบปากคำที่เกี่ยวข้อง 64 ราย รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติม สถานที่และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีทันที อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการกับคลังน้ำมันใน จ.อ่างทอง ซึ่งพาณิชย์จังหวัดฯ ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่ขายสินค้าเกินราคา และคุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ส่วนใน จ.ตาก พบว่ามีการลักลอบส่งออกน้ำมัน 40,000 ลิตร ไปนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และ จ.นครสวรรค์ พบว่ามีการลักลอบกักตุนและขนถ่ายไม่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางในใบกำกับขนส่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมาตรา 7 ทั่วประเทศ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่

พล.ต.ท.นพศิลป์กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทุกมิติ ทั้ง พยานบุคคล และพยานเอกสาร จากโรงกลั่น 6 โรง คลังน้ำมัน 92 แห่ง ซึ่งจะต้องรายงานรายการบัญชีรายรับ-รายจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงและคลังน้ำมัน มาตรวจสอบประกอบว่าในแต่ละแห่งมีการใช้ไฟฟ้าผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลรถขนน้ำมัน 11,067 คัน ซึ่งติดตั้ง GPS, บริษัทจ๊อบเบอร์ 245 แห่ง, ปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง, ปั๊มน้ำมันปิดบริการ 187 แห่ง จากพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีการรวบรวมทำให้เกิดสมมุติฐาน 3 ข้อ

Advertisement

พล.ต.ท.นพศิลป์กล่าวอีกว่า 1.รถขนส่งน้ำมันที่รับจากคลังน้ำมัน แต่ไม่ไปที่ปั๊ม 2.คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันในห้วงเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่รถขนน้ำมันของตนเองยังวิ่งไปรับที่คลังน้ำมัน แล้วนำมาเก็บไว้ที่คลังของตนเองตามปกติ และ 3.ประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน ช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. พบว่ายังมีน้ำมันอยู่ในคลัง จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้ไฟฟ้าของคลังน้ำมันผิดปกติ ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน

ทำให้วันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่จึงได้การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุด จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี พบความผิดปกติ 3 แห่ง คือ 1.กรณีรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ทำการตรวจสอบบริษัทหนึ่งเป็นจ๊อบเบอร์และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น โดยพบพฤติการณ์ว่า บริษัทนำรถขนน้ำมันของตัวเองไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ตามใบกำกับการขนส่ง ซึ่งเป็นสถานที่ขออนุญาตเก็บน้ำมัน แต่ผู้รับน้ำมันปลายทางได้ใช้วิธีการถ่ายน้ำมันจากรถสู่รถแล้วเก็บไว้ที่ถังของรถแทน ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน โดยได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่น ไปแจ้งความเอาผิดกับบริษัทในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหา “ถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน”

2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันและเป็นผู้ค้าน้ำมัน ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่ามีการจำหน่ายน้ำมัน (เตา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งผู้ขายต้องจดทะเบียน เป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้วแต่ยกเลิกแล้วไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมันที่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน โดยพลังงานจังหวัดระยอง จะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “จำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 และขนส่งน้ำมัน ไม่จดทะเบียนตาม ม.12”

3.กรณีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ๊อบเบอร์ ใน จ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติมมีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่าการขอใช้ถึงเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่า มีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมันโดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ พลังงานจังหวัดสมุทรสาคร ไปแจ้งข้อกล่าวหา เอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “ตั้งสถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต, ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต, ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา เป็นผู้ค้า แต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน”

ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อและคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนการและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค. อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลที่เป็นผู้ค้าเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค. รวม 29.4 ล้านลิตร โดยบริษัทที่ 1 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลัง 6,391,203 ลิตร, บริษัทที่ 2 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลังอยู่ 11,148,842 ลิตร, บริษัทที่ 3 ไม่มีโรงกลั่นในไทย มีน้ำมันคงคลังอยู่ 2,290,082 ลิตร, บริษัทที่ 4 มีน้ำมันคงคลังอยู่ 5,236,657 ลิตร, บริษัทที่ 5 ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 295,867 ลิตร และบริษัทที่ 6 มีโรงกลั่นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 4,054,172 ลิตร

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวอีกว่า การประวิงเวลาของบริษัทลำลูกกาแห่งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค. ทั้งนี้ ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งหากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด