ดีเอสไอ รับคดีพิเศษ ฟันกักตุนน้ำมัน เอกนัฏ ฮึ่ม จ่อทวงค่าเสียหายให้กองทุนน้ำมัน

16.04.26 | 16:48 น.

รมว.ยุติธรรม DSI หลังรับเป็นคดีพิเศษฟันขบวนการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมัน ชี้พฤติกรรมเรือต้องสงสัยเพียบ พร้อมเอาผิดหลายข้อหาอย่างเด็ดขาด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือและเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยกระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด

พล.ร.อ.ธาดาวุธเปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติของ ศรชล. ตรวจสอบข้อมูลพบว่าพื้นที่ทางทะเลมีความสำคัญในการขนส่งน้ำมัน โดยช่วง มี.ค. เกิดวิกฤตกักตุนน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง จากการวิเคราะห์พบพฤติกรรมเรือ จำนวน 99 เที่ยวเรือ มีความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ คือ เดินเรือล่าช้า 1 วัน (14 เที่ยวเรือ) และเดินเรือล่าช้า 2 วัน (6 เที่ยวเรือ) มีการปิดระบบ AIS (automatic identification system) 10 เที่ยวเรือ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เพราะตามกฎหมายแล้วเรือจะต้องเปิดระบบ AIS ตลอดเวลา และพบพฤติกรรมเรือลอยลำประชิดกันในทะเล หรือ ship to ship 2 เที่ยวเรือ และมีการเดินเรือใน ลักษณะของการประวิงเวลา 8 เที่ยวเรือ ซึ่งข้อมูลนี้ได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษต่อไป นอกจากนี้ ยังดำเนินคดีกับผู้ลักลอบขนส่งน้ำมันทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา แต่รายละเอียดการจับกุมและปริมาณน้ำมันไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

พ.ต.ต.ยุทธนาเปิดเผยว่า ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ 59/2569 โดยมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบ 6 โรงกลั่นภาคตะวันออกที่เรือน้ำมันลำเลียงส่ง จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 2 ประการ 1.พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity), มี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วัน หรือประวิงเวลา จำนวน 8 เที่ยวเรือ ของ 8 บริษัท จากเรือ 12 ลำ

2.ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือน ก.พ. เป็นเดือน มี.ค. ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทาง “มากกว่า” ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง

Advertisement

ส่วนปริมาณน้ำมันหายที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยันจำนวนตัวเลขได้ชัดเจนเพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน จะดำเนินการเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป โดยจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ ภายในสัปดาห์หน้า

นายเอกนัฏกล่าวว่า ในช่วงเดือน มี.ค. ที่เกิดวิกฤตมีการกลั่นน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ยังได้รับแจ้งว่าปั๊มน้ำมันถูกลดโควต้า แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการกักตุนเก็งกำไร ด้วยการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือน มี.ค. ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้น กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน โดยขณะนี้การผลิตน้ำมันกลับสู่ปริมาณปกติ และสามารถปรับอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันให้ขาดทุนต่อวันลดลงได้ จากที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท/วัน เหลือขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท/วัน เพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการกู้เงิน หากราคาตลาดลดลงอีกก็จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มลงได้ โดยในอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสอบข้อมูลราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถลดราคาลงอีกได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดค่ากลั่นลง 2 บาท

นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า หากมีการกักตุนน้ำมันถือว่าเป็นการใช้เงินอุดหนุนฯผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายไหนมีความตั้งใจที่จะกักตุนเก็บไว้ไม่ขายน้ำมันตามที่ควรทำ ทำให้กองทุนเสียหาย แทนที่ 60,000 ล้านบาท จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงแต่กลับไปเป็นรายได้ที่ไม่ควรได้ของผู้ค้า ทางกองทุนจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา

เมื่อถามว่าพฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่าผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มี.ค. หรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่ายังไงราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะขายวันนี้เป็นอีกวันเพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น

นายประเสริฐกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ความผิดนอกจากจะตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ และความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีอัตราโทษไม่สูง แต่พฤติการณ์ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี ถือว่าเป็นโทษหนักและสูง และถ้าไปเกี่ยวข้องกับการขนน้ำไปยังประเทศกัมพูชา ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบ

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวปิดท้ายว่า ในส่วนของการปราบปรามและการดำเนินคดีจะมีแผนปทุษกรรมหลายรูปแบบทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งจะใช้แนวทางมาตรการตรวจสอบเดียวกัน ทั้ง 92 คลังน้ำมัน 245 จ๊อบเบอร์ 24,556 สถานีบริการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว 3 คดี แนวทางการสอบสวนบางเรื่องมีการต้องข้อสังเกตที่ต้องไปสอบสวนในเชิงลึก เช่น คดีที่ จ.อ่างทอง ต้องไปตรวจสอบปริมาณน้ำมันและการได้มาของน้ำมัน ยืนยันได้ว่าจากนี้จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา