ดีเอสไอ พบ 10 บริษัท เอี่ยวน้ำมันล่องหนสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร เร่งสอบ คลังอ่างทองเชื่อมเสี่ยคนดังหรือไม่
เมื่อวันที่ 17 เมษายน จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เมษายน คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษ
โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ขณะที่ยังคงประสานข้อมูลรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อประมวลเนื้อหาว่ามีพฤติการณ์ทางคดีใดบ้างเข้าข่าย ตามประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง มติคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะดำเนินการสอบสวนเรื่องการกักตุนน้ำมันไว้ทั้งสิ้น 3 กรณี คือ 1.บริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ดำเนินการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง และ 3.กรณีเรื่องสืบสวนที่ดีเอสไอได้สืบสวนร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ตำรวจ กรมธุรกิจพลังงาน และภาคีเกี่ยวข้อง กรณีที่มีเรือวิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มีน้ำมันล่องหนไปกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตร ซึ่งพบจำนวนเที่ยวเรือมาเกี่ยวข้อง 99 เที่ยว และนอกจากนี้จะได้ทยอยรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสอบสวนบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงข่าวไป
ส่วนกรณีที่ รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ไปตรวจพบคลังน้ำมัน จำนวน 5 คลัง ที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ แบ่งเป็น ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และบริษัทคลังน้ำมัน ตามมาตรา 10 จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่มีการจ่ายน้ำมันออกไปนั้น อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า จากการรับฟังข้อมูลของตำรวจ ก็พบว่าเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ มีพฤติการณ์กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และกระทำในลักษณะกระบวนการ จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่เราจะรับโอนมาสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยถ้าหากในแต่ละคลังไม่มีความเชื่อมโยงกัน เราต้องแยกเป็น 5 เรื่อง 5 กรณี ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกันเพื่อจะได้รับโอนสำนวน
พ.ต.ต.ยุทธนาเปิดเผยอีกว่า สำหรับกรณีเรื่องสืบสวนที่ดีเอสไอได้ร่วมสืบสวนสอบสวนกับ ศรชล. ซึ่งพบความผิดปกติของเที่ยวเรือที่รับน้ำมันจากโรงกลั่นในภาคตะวันออกและแล่นไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอนนี้เราพบความผิดปกติจากเรื่องดังกล่าว 3 ลักษณะ คือ 1.เราประสานข้อมูลกับ ศรชล. ที่ได้ตรวจพิกัดการเดินของเรือ จึงพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ ของเรือ 12 ลำ จาก 8 บริษัท ลักษณะวิ่งช้ากว่าปกติ และในจำนวน 20 เที่ยวเรือนี้ พบว่ามี 10 เที่ยวเรือที่ปิดสัญญาณ AIS : Automatic Identification System (ระบบระบุตัวตนอัตโนมัติที่ใช้คลื่นวิทยุ VHF ส่งข้อมูลดิจิทัล เช่น ชื่อเรือ ตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทาง แบบเรียลไทม์ระหว่างเรือและสถานีชายฝั่ง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ป้องกันการชนกัน และติดตามความเคลื่อนไหว โดยทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา) เพื่อปิดพิกัดตัวเองไม่ให้ส่วนกลางติดตามได้ว่าเรือเเล่นอยู่ที่ไหน
2.เราได้ตรวจเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวงจรการซื้อขายน้ำมันและการขนส่ง อาทิ เอกสารใบ น.ม.9 (รายงานการจ่ายน้ำมัน และใบกำกับการขนส่ง ที่จะระบุชื่อผู้ส่ง ปริมาณ ชนิดน้ำมัน วันที่ออกเดินทาง ชื่อเรือ และข้อมูลการเสียภาษีสรรพสามิต) และเอกสารใบ น.ม.10 หรือคลังปลายทาง (การรับน้ำมันเข้าคลัง) เพื่อตรวจสอบสถานะการรับมอบ สถานที่ และปริมาณที่รับจริง ซึ่งเราใช้ตรวจสอบดูได้ว่าบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับน้ำมันไปปริมาณเท่าไร และระหว่างทางมีน้ำมันไปแจกจ่ายที่ไหนบ้างตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้กำกับไว้ ซึ่งจะมีตัวเลขตรงนี้ ส่วนกรมเจ้าท่าก็จะได้รับรายงานการเดินเรือ การออกเรือ และการสิ้นสุดปลายทาง อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างนำตัวเลขมาตรวจสอบเปรียบเทียบกัน เพราะตัวเลขมันไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันที่ส่งเข้าคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกลับมีปริมาณน้ำมันมากกว่าต้นทาง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งโดยไปเกี่ยวข้องกับหลายสิบเที่ยวเรือ จึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลตัวเลขยังเชื่อถือได้ยาก เพราะถ้ามีการร่วมกันทำเป็นขบวนการ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำตัวเลขให้มันสอดคล้องกัน แต่แม้พยายามจะทำให้ตัวเลขมันสอดคล้องกันก็ตาม แต่ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือปริมาณน้ำมันจากต้นทางมาปลายทางมันแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่ปลายทางมีปริมาณน้ำมันสูงกว่ามาก จึงทำให้คณะพนักงานสอบสวนยังไม่ขอเชื่อตัวเลขที่ได้รับรายงานมา ทั้งนี้ เราต้องไปให้สุด ว่าคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้จ่ายน้ำมันไปที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้ไปไล่ยังปลายทาง
3.กรณีคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีน้ำมันจำนวนมากผิดปกติ โดยในเดือน ก.พ.69 คลังมีการจำหน่ายน้ำมันไป 2.1 ล้านลิตร แต่พอในเดือน มี.ค.69 ที่พบปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน คลังกลับจ่ายน้ำมันเพียง 400,000 ลิตร ทั้งที่มีความต้องการน้ำมันสูง แต่คลังกลับจำหน่ายน้ำมันน้อยมาก จึงมีมูลที่ต้องสอบสวนว่าคลังน้ำมันมีพฤติกรรมประวิงการจำหน่าย ประวิงการส่งมอบน้ำมัน หรือปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันหรือไม่ ก็จะเป็นความผิดในเรื่องของการกักตุนน้ำมัน ทั้งนี้ เราพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกบริษัท แต่ขอให้ทางบริษัทได้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง และไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ก็ต้องสอบสวนอย่างเสมอภาค
พ.ต.ต.ยุทธนาเปิดเผยอีกว่า สำหรับปริมาณน้ำมันที่ล่องหนกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 57-60 ล้านลิตรนั้น เราพบว่ามีความเกี่ยวข้องของ 10 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ และบริษัทคลังน้ำมัน และนอกจากนี้ ตามข้อมูลหลักฐานยังเชื่อว่ามีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่อย่างไรเรื่องนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวอีกว่า ส่วนกรณีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ใน จ.อ่างทอง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ดำเนินการตรวจสอบดำเนินคดี อยู่ในเครือของเสี่ยคนดัง ตามที่มีสื่อรายงานนั้น ได้รับสำนวนมาเบื้องต้น พบว่าอยู่ระหว่างสอบสวนขยายผลว่าน้ำมันที่อยู่ในคลังจังหวัดอ่างทองนี้ เป็นน้ำมันของคลังที่เป็นบริษัทที่อยู่ในพระราม 2 ที่มีชื่อของบุคคลดังกล่าว สรุปคืออยู่ระหว่างขยายผลว่าเป็นน้ำมันของนิติบุคคลรายใด
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงของทั้งสองแห่ง ส่วนกรณีรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัททั้ง 2 แห่ง มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้น พบว่าทั้ง 2 แห่งมีการแยกผู้ถือหุ้นเป็นคนละกลุ่ม แต่บริษัทที่ตั้งอยู่ที่พระราม 2 มีคลังน้ำมันอยู่ที่เดียวกัน ที่อ่างทองด้วย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน คณะพนักงานสอบคดีพิเศษที่ 59/2569 ได้ออกหมายเรียกพยานแก่ผู้บริหารบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน 8 บริษัท ที่เป็นเจ้าของเรือ 12 ลำ หลังจากพบว่ามีความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันล่าช้า ในจำนวน 20 เที่ยวเรือ ที่ต้องขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่น ไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดวันเวลาจัดตารางคิวการเข้าให้ปากคำชี้แจง ซึ่งจะเริ่มการสอบสวนปากคำในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังได้ไปเข้าพบกับผู้บริหารกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอข้อมูลหลังจากเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีพฤติการณ์กักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปริมาณ 2.1 ล้านลิตร ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลมาแล้วจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันดังกล่าวต่อไป และนอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ไปตรวจสอบกรณีที่พบว่ามีการขายน้ำมันเกินราคา และขายน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานในช่วงที่เกิดการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งทางตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กำลังดำเนินการในกรณีนี้อยู่ เพื่อนำข้อมูลพฤติการณ์ไปพิจารณาว่าจะเสนอรับเป็นคดีพิเศษในอนาคตด้วยหรือไม่

