DSI เร่งแกะรอย คลังน้ำมันอ่างทอง เชื่อมโยงเสี่ยคนดังหรือไม่ สอบต่อปลอมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่
เมื่อวันที่ 18 เมษายน จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เมษายน คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่า ด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และศูนย์ปฏิบัติการภาค 1 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น ร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัท เอ จำกัด (นามสมมติ) จังหวัดอ่างทอง เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ จึงต้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน โดยเฉพาะกรณีปรากฏข้อมูลว่าภายในพื้นที่บริษัท เอ จำกัด จ.อ่างทอง แห่งนี้ ซึ่งถูกตำรวจ ปคบ. ดำเนินคดี ปรากฏมีที่อยู่ของคลังน้ำมันไปซ้ำกันกับของ บริษัท บี จำกัด ย่านพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งบริษัท บี จำกัด ย่านพระราม 2 แขวงแสมดำฯ แห่งนี้ก็เป็นที่อยู่ของบริษัทของเสี่ยคนดัง
โดยวานนี้ (17 เม.ย.69) เจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตรวจสอบถังน้ำมันภายในบริษัท เอ จำกัด จ.อ่างทอง พบว่ามีถังน้ำมันทั้งสิ้น 5 ถัง แบ่งเป็น ถังน้ำมัน 2 ถังที่ตำรวจ ปคบ.ได้อายัดไปตรวจสอบ เนื่องจากพบการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง, ถังน้ำมัน 2 ถังใหม่ที่เจอเพิ่มเติม และอีก 1 ถังน้ำมันเป็นถัง Dead Stock ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำมันไปจากถังน้ำมัน 2 ถังใหม่ที่เจอเพิ่มเติม เพื่อนำตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติของน้ำมันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมันในถังของบริษัท เอ จำกัด จ.อ่างทอง มีการพบว่ามีน้ำมันดีเซล B7 จำนวน 190,000 ลิตร และแก๊สโซฮอลล์ 91 จำนวน 64,000 ลิตร อย่างไรก็ดี หากผลการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำมันโดยพลังงานจังหวัดอ่างทอง มีผลยืนยันเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ก็จะได้มีการพิจารณาดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป
โดยบริษัท เอ จำกัด จ.อ่างทอง ถือว่ามีถังเก็บน้ำมันจริง จึงต้องไปขยายผลดูด้วยว่าบริษัทฯ มีการรับหรือส่งน้ำมันระหว่างกันกับบริษัท บี จำกัด ย่านพระราม 2 แขวงแสมดำฯ หรือไม่ เพื่อจะได้พิจารณาบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากการกระทำความผิดเรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากทั้งสองแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แม้กรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นจะเป็นคนละกลุ่มกันก็ตาม โดยบริษัท เอ จำกัด จ.อ่างทอง ถือเป็นบริษัทสาขา ขณะที่บริษัท บี จำกัด ย่านพระราม 2 แขวงแสมดำฯ เป็นสำนักงานใหญ่ และหลังจากนี้จะได้พิจารณาเนื้อหาข้อมูลและพฤติการณ์ทางคดี เพื่อรับโอนสำนวนการสอบสวนจากตำรวจ ปคบ. สำหรับนำเสนอเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดี
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีที่ รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ไปตรวจพบคลังน้ำมัน จำนวน 5 คลัง ที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ แบ่งเป็น ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และบริษัทคลังน้ำมัน ตามมาตรา 10 จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่มีการจ่ายน้ำมันออกไปนั้น ยังคงอยู่ในการดำเนินการของตำรวจ
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า จากกรณีคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ได้มีมติรับคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษที่ 59/2569 โดยเฉพาะกรณีคลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากพบความผิดปกติของการจำหน่ายน้ำมันออกจากคลัง โดยในเดือน ก.พ.69 คลังมีการจำหน่ายน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร แต่ในเดือน มี.ค.69 คลังกลับจ่ายน้ำมันเพียง 400,000 ลิตร ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเมื่อวันที่ 17 เม.ย.69 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้เข้าพบกับผู้บริหารกรมธุรกิจพลังงานเพื่อขอข้อมูล จากนั้นในวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69 ตนจะเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าพบและหารือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในประเด็นที่พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีเคยร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับบริษัทคลังน้ำมันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเตรียมรับโอนสำนวนจากตำรวจสุราษฎร์ธานีมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า ส่วนเรื่องสืบสวนที่ 43/2569 ซึ่งดีเอสไอได้ร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมธุรกิจพลังงาน และหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน พร้อมให้เวลารวบรวมเอกสารหลักฐาน คาดเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69 ณ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น
พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการจัดทำหนังสือแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้มีหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายใน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า ศรชล. ฯลฯ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวน และใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติงานสอบสวนคดีกักตุนน้ำมันร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวอยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีลงนามตามขั้นตอนต่อไป

