บริษัทเรือ เข้าให้ปากดีเอสไอ ในฐานพยาน หลังพบพิรุธ ลอยลำประวิงเวลากลางทะเล รอน้ำมันขึ้น

21.04.26 | 12:20 น.

บริษัท เจ้าของเรือ เข้าให้ปากคำดีเอสไอในฐานะพยาน หลังชุดสอบสวนพบพิรุธเรือ 12 ลำ รวม 20 เที่ยว วิ่งลอยลำประวิงเวลากลางทะเลสุราษฎร์ธานีก่อน ขึ้นราคาน้ำมันดีเซลพรวดเดียว 6 บาทส่งผลน้ำมันล่องหนกลางทะเลกว่า 60 ล้านลิตร

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 21 เม.ย. ที่ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน คณะทำงานพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ

มาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย.69 – วันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน ตลอดจนใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิด GPS ถึง 10 เที่ยวเรือ การไปพบว่าเรือจอดอยู่กลางทะเล ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการถ่ายน้ำมันกลางทะเลถึง 2 เที่ยวเรือ และการประวิงเวลาที่ชัดเจนถึง 8 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค.69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานสอบสวนนัดหมายบริษัทเรือ 2 บริษัท เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน ซึ่งจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ เนื่องจากพนักงานสอบสวนอยากฟังข้อเท็จจริงว่าเรือเป็นของบริษัทจริงหรือไม่ และมีเหตุผลใดที่ต้องใช้เวลาวิ่งแล่นเรือช้าผิดปกติในช่วงเกิดเหตุการณ์ ซึ่งพฤติการณ์ส่วนใหญ่ของบริษัทเรือ เราพบว่าบริษัทบางแห่งใช้เรือวิ่งเพียง 1 ลำ แต่บางแห่งก็ใช้เรือวิ่ง 2-3 ลำ แต่ก็มีที่ใช้เรือวิ่งวนซ้ำ ซึ่งหากดูจากจำนวนเที่ยวเรือที่พบถึง 20 เที่ยว และมีเรือเพียง 12 ลำ ก็เป็นไปได้ว่าเรือบางลำวิ่งมากกว่าหนึ่งเที่ยว

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนจะได้สอบถามถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจของบริษัท การรับค่าจ้างวิ่งแล่นเรือขนส่งน้ำมัน สัญญาจ้าง เป็นต้น ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมว่าบริษัทแต่ละแห่งเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นใดและไปส่งคลังบริษัทน้ำมันใดในจังหวัดสุราษฎร์ธานีบ้านก็เป็นในส่วนที่กรรมการของบริษัทจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อพนักงานสอบสวนด้วย

Advertisement

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า สำหรับบริษัทเจ้าของเรือ ที่พบทั้งหมด 8 บริษัท ตนได้ดำเนินการสอบปากคำในฐานะพยานแก่บริษัทเรือหนึ่งแห่งไปแล้วที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในวันนี้ (21 เม.ย.69) พนักงานสอบสวนได้นัดหมายบริษัทเรือให้เข้าให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยาน จำนวน 2 บริษัท และอีกครั้งในวันที่ 23 เม.ย.69 อีกจำนวน 3 บริษัท ส่วนบริษัทอีก 2 เจ้าที่เหลือยังไม่ได้มีการคอนเฟิร์มเข้ามา ซึ่งทราบว่าอยู่ต่างประเทศ หากมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็จะได้แจ้งมายังพนักงานสอบสวนให้รับทราบ

ส่วนวันนี้ตนยังคงดำเนินงานอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อหารือในเรื่องสำนวนคดีบริษัทคลังน้ำมัน (บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด) ส่วนกรณีเคสที่จังหวัดอ่างทอง (บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด) ยังอยู่ระหว่างเลือกธุรการทางคดี ซึ่งทางชุดคณะทำงานกลั่นกรองสำนวนคดีที่ขึ้นตรงกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะได้ประมวลรายละเอียดเนื้อหาก่อนเสนออธิบดีฯ ใช้อำนาจพิจารณารับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ผ่านมา ได้มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเรือ 1 แห่ง ได้ทยอยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว

โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันทางเรือที่มีพฤติการณ์ประวิงเวลาและชะลอเวลาการขนส่งน้ำมัน จนเป็นเหตุให้มีน้ำมันหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น ปรากฏว่าผู้แทนของบริษัทเรือที่เข้าพบพนักงานสอบสวนได้รับฟังคำถามของผู้สื่อข่าว แต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามตัวแทนหนึ่งในบริษัทเจ้าของเรือ ให้ข้อมูลว่า ตนเองเป็นเพียงพนักงานของบริษัท และวันนี้ยืนยันว่าผู้บริหารได้เดินทางมาตามนัดหมายแน่นอน พร้อมนำข้อมูลและเอกสารทุกอย่างเข้ามาชี้แจงอย่างครบถ้วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ส่วนความกังวลเรื่องมีชื่อบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกับความผิดปกติของน้ำมันที่หายกลางทะเลนั้น ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น แต่อะไรที่เป็นประโยชน์ เราพร้อมชี้แจง และในส่วนเรื่องของน้ำมันที่หายไป ก็รู้เพียงว่ามาชี้แจงเรื่องนี้ แต่ไม่ทราบในรายละเอียดหรือข้อมูลต่าง ๆ ก่อนทั้งหมดเข้าพบพนักงานสอบสวนในห้องกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ส่วนบริษัทเจ้าของเรืออีกหนึ่งแห่ง คาดว่าจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในช่วงบ่ายวันนี้