ทนายความบิ๊กโจ๊ก แถลงโต้ปมคลิปเสียงคดีสินบนทองคำ ‘รองหนึ่ง’ โผล่เข้าฟัง
เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) นัดสื่อมวลชนแถลงข่าวกรณีคลิปเสียง และทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยนัดแถลงข่าว เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมฮิลตัน กรุงเทพฯ แกรนด์ อโศก
ขณะที่เวลาประมาณ 10.05 น. พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางมาที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อจะขอเข้ารับฟังการแถลงข่าว แต่เนื่องจากเกรงว่าจะไม่เหมาะสม จึงตัดสินใจลงไปรับฟังการแถลงข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ที่ล็อบบี้ของโรงแรม
ต่อมาเวลา 10.40 น. นายสัญญาภัชระ เดินทางมาถึงห้องแถลงข่าว พร้อมกล่าวว่า ทางด้านของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ คือคู่กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะฉะนั้นการที่แถลงข่าวต้องขอเรียนว่าเป็นการแถลงส่วนตัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และเป็นสถานที่ส่วนตัวที่เชิญเฉพาะสื่อมวลชน อีกทั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำชับมาว่า ในวันนี้ถ้าคนไหนเป็นตำรวจและอยู่ในห้องขออนุญาตเชิญออกอย่างเป็นทางการ ถ้าแถลงแล้วไปผิดข้อกฎหมายก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรีบรายงานนาย
นายสัญญาภัชระ กล่าวย้ำว่าที่ขึ้นมาแถลงข่าวช้าเพราะจะให้โรงแรมเคลียร์กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าที่เข้ามามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างไร ถ้าเกิดเข้ามาเพื่อให้การดำเนินการในการแถลงข่าวเป็นไปโดยไม่ราบรื่นหรือหนักกว่านั้นเป็นเจตนาที่จะทำให้การแถลงข่าวเกิดปัญหาก็จะเป็นภาพที่ไม่ดี
ทั้งนี้ นายสัญญาภัชระ กล่าวย้ำอีกว่า ตนยึดหลักการมาตลอดเรื่องที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อเพราะไม่อยากให้เกิดข้อขัดแย้งและไม่อยากเอาข้อกฎหมายหรือการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมมาพิพากษาผ่านหน้าจอ
ส่วนการโต้แย้งการดำเนินคดี “สินบนทองคำ” ระบุว่าการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมี 2 ระบบ คือระบบกล่าวหาสำหรับคดีทั่วไป และระบบไต่สวนสำหรับคดีพิเศษที่เป็นกฎหมายเฉพาะ
ซึ่งในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกตินั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 236 และมาตรา 237 บัญญัติขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาต่อประธานรัฐสภา เพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้แต่งตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” มาดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริง
ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่ระบุว่าอำนาจไต่สวนเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระเท่านั้น
นอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ทนายความยังได้อ้างถึงบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 ที่วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 324/2547) และบันทึกกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และต้องแนะนำให้ผู้กล่าวหาดำเนินการตามขั้นตอนพิเศษของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อคัดค้านสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนส่งมอบให้อัยการพิจารณา
พร้อมกันนี้ยังโต้แย้งการแถลงข่าวของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่าอาจเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าวที่กระทบต่อคดีและละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา สำหรับประเด็นคลิปเสียงที่ถูกนำมาเผยแพร่ ทีมกฎหมายให้ข้อสังเกตและแจ้งเตือนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI Voice Cloning และ Deepfake ในปี 2569 ที่สามารถเลียนแบบเสียงและใบหน้าได้อย่างแนบเนียน
ซึ่งหากคลิปดังกล่าวได้มาโดยการดักฟัง ย่อมมีความผิดตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 21 และไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย โดยย้ำว่าตามหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีสิทธิที่จะไม่ถูกประจานหรือหลบหลู่เกียรติยศชื่อเสียงผ่านสื่อทุกแขนง
แหล่งข่าวจากทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่าสำหรับนายเอ็ดเวิร์ด หรือ นายสามารถ เป็นเจ้าของบริษัทจำหน่ายรถยนต์หรู แห่งหนึ่ง เป็นพยานในคดีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงิน น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐินีจำนวน 71 ล้านบาท
โดยก่อนนายเอ็ดเวิร์ด ติดต่อกับทนายอู๊ดหนึ่งในทีมทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในด้านคดีหลังพนักงานบริษัท 2 คนถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันฉ้อโกงร่วมกับนายษริทา เนื่องจากออกบิลใบเสร็จจากการขายรถยนต์หรูเกินกว่าราคาเป็นจริง
ต่อมาระหว่างที่นายเอ็ดเวิร์ด ถูกร่วมเป็นพยานก็เดินทางไปต่างประเทศ ก่อนที่นายษริทา ขึ้นศาลเพื่อขอแต่งตั้งตัวเองเป็นทนายความโดยยื่นต่อศาลขอเรียกตัวนายเอ็ดเวิร์ด มาเป็นพยานฝ่ายจำเลย โดยศาลจะมีการพิจารณาคดีวันที่ 24 เมษายนโดยมีพนักงานของบริษัทนายเอ็ดเวิร์ด ฐานะจำเลยมาร่วมรับฟังคำพิจารณา

