เปิดใจ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ หลังได้ประกัน ยันไม่เคยติดต่อ ‘อัจฉริยะ’ น้อมรับหากให้ออกราชการ

22.04.26 | 19:37 น.

พ.ต.อ.กวินศักดิ์ เผยภายหลังศาลให้ประกัน ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม เผยไม่เคยติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอัจฉริยะ น้อมรับหากต้องออกจากราชการเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามฝากขัง 3 ผู้ต้องหา คือ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์, น.ส.วิภาดา จั่นเรไร, นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่ 1-3 ในข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก

ต่อมาผู้ต้องหาทั้งหมดได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-3 ระหว่างสอบสวน โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาท ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้หลักทรัพย์ 100,000 บาท และนายอัจฉริยะ ผู้ต้องที่ 3 ใช้วงเงิน 400,000 บาท

ห้ามผู้ต้องหาที่ 1-3 ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการใดๆ อันจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ห้ามพบหรือเข้าใกล้ ข่มขู่ ยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดกับผู้เสียหายหรือพยานในคดีอันมีลักษณะอย่างเดียวกับที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ภายหลังจากได้รับการปล่อยชั่วคราว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ ตนกับนายอัจฉริยะมีปัญหากันมาก่อนถึง 2 ครั้ง เดี๋ยวข้อเท็จจริงก็จะปรากฏออกมาว่าได้ดำเนินการไปอย่างไรบ้าง ตนยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง และพร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นกระบวนการยุติธรรม

Advertisement

พ.ต.อ.กวินศักดิ์กล่าวอีกว่าว่า สาเหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ เนื่องจากมีบุคคลโทรมาขอคำปรึกษา หลังทราบว่าตนเคยผ่านประสบการณ์การถูกร้องเรียนและสามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงให้คำแนะนำในฐานะคนรู้จักและด้วยความหวังดี ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำเป็นไปตามกฎหมาย และทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ หรือส่วนแบ่งจากเงิน 2.5 ล้านบาทตามที่ถูกพาดพิง เป้าหมายเดียวคืออยากช่วยเพื่อนให้พ้นปัญหาเท่านั้น ทั้งนี้ไม่เคยติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายอัจฉริยะแต่อย่างใด และที่ผ่านมาเคยได้รับผลกระทบจากการถูกพาดพิง จนต้องถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงนานถึง 3 ปี ส่งผลกระทบทั้งต่อหน้าที่การงานและครอบครัว

พ.ต.อ.กวินศักดิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวในสังคมว่า หลายครั้งข้อมูลด้านลบถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเท็จจริงหรือผลงานที่ตนเคยทำกลับไม่ได้รับการพูดถึง เช่น กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เคยถูกกล่าวหายักยอกเงิน 47 ล้านบาท แต่สุดท้ายสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ และยังพัฒนาองค์กรจนได้รับรางวัล แต่เรื่องดังกล่าวกลับไม่ถูกนำเสนอในสื่อ

ส่วนกรณีห้องกักของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่า เรื่องดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงจะเหมาะสมกว่า พร้อมย้ำว่าตนไม่มีข้อมูลเชิงลึกในประเด็นนี้ ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

พ.ต.อ.กวินศักดิ์ยังยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้อื่นจนส่งผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันจะเดินหน้าทำหน้าที่ตำรวจต่อไปหากมีโอกาส เพราะเชื่อว่าสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้

ส่วนกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทหรือการเป็น “คนกลาง” ในเรื่องนี้ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดควรเป็นไปตามกระบวนการสอบสวน และขอให้สังคมรอฟังผลอย่างเป็นทางการ

พ.ต.อ.กวินศักดิ์กล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้มีการพิจารณาให้ออกจากราชการว่า ตนพร้อมน้อมรับการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา และเคารพทุกคำสั่งที่ออกมาตามกระบวนการ โดยเห็นว่าหากการตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยินดีปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

พ.ต.อ.กวินศักดิ์กล่าวต่อว่า หากผู้บังคับบัญชายังเห็นว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่และทำประโยชน์ให้กับองค์กรและประชาชนได้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มความสามารถ โดยย้ำว่าตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ตนยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และยังมีความตั้งใจที่จะรับใช้ประเทศในฐานะข้าราชการตำรวจ

พ.ต.อ.กวินศักดิ์ยังมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต แม้จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง หน้าที่การงาน และครอบครัว แต่ยืนยันว่าจะยอมรับผลที่เกิดขึ้นตามกระบวนการ และเชื่อว่าความจริงจะปรากฏในที่สุด ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ฝากถึงนายอัจฉริยะว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับใครอีก เนื่องจากผลกระทบไม่ได้เกิดกับตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังลามไปถึงครอบครัวและคนรอบข้างด้วย พร้อมย้ำว่าความจริงจะปรากฏในที่สุดผ่านกระบวนการยุติธรรม

ต่อมาเวลา 18.20 น. นายอัจฉริยะได้เดินทางออกจากศาลอาญาโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่สื่อมวลชน