ทนาย พระคึกฤทธิ์ หอบคำพิพากษาศาลเยอรมัน ยื่น บิ๊กเต่า ชี้ สั่งปรับ สีกายุ พร้อมพวก 8 ล้านบาท 

23.04.26 | 11:59 น.

ทนาย พระคึกฤทธิ์ หอบคำพิพากษาศาลเยอรมัน ยื่น บิ๊กเต่า ชี้ สั่งปรับ สีกายุ พร้อมพวก 8 ล้านบาท 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี ได้นำหลักฐานคำพิพากษาของศาลเยอรมันมายื่นให้กับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง.ผบช.ก.) เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาดำเนินคดี เนื่องจากศาลเยอรมันตัดสินให้ “สีกายุ” และพวก ชดใช้เงินจำนวน 2.1 แสนยูโร หรือประมาณ 8 ล้านบาทให้กับทางพระคึกฤทธิ์

นายนันทน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการชี้แจงเบื้องต้นไปแล้วเรื่องเงิน 12.2 ล้านบาท เป็นการโอนเพื่อใช้จัดตั้ง “มูลนิธิพุทธวจน“ สาขาเยอรมัน โดยมอบหมายให้ ”สีกายุ“ ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเยอรมนีเป็นผู้ดำเนินการสร้างวัด แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีการโอนเงินไปยังบัญชีของสีกาจำนวน 3.1 แสนยูโร แต่สีกายุโอนเข้าสู่บัญชีมูลนิธิเพียง 2.1 แสนยูโร ขาดไป 1 แสนยูโร อีกทั้งยังมีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายหลายรายการที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

ต่อมาจึงมีการยื่นฟ้องต่อศาลเยอรมัน ทั้งคดีแพ่งและอาญา กระทั่งเมื่อวานได้มีคำพิพากษาออกมา ให้สีกายุและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอีก 1 คน ร่วมกันชดใช้เงิน 2.1 แสนยูโร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงิน 12.2 ล้านบาท ที่ถูกยักยอกไป

คำพิพากษายังระบุว่า เงินดังกล่าวไม่ได้โอนเข้าบัญชีของพระคึกฤทธิ์ แต่โอนเข้าบัญชีของสีกาในเยอรมนี โดยศาลจะออกคำพิพากษาฉบับเต็มในสัปดาห์หน้า จากนั้นทางวัดจะดำเนินการแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากคดีเข้าข่ายความผิดนอกราชอาณาจักร และอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด ซึ่งจะเป็นหลักฐานว่าพระคึกฤทธิ์ไม่ได้กระทำความผิด

Advertisement

สำหรับรายละเอียดค่าเสียหาย ศาลกำหนดให้ชดใช้ 2.1 แสนยูโร แบ่งเป็นเงิน 1.3 แสนยูโร จากการยักยอก และอีก 6.5 หมื่นยูโรที่สีกายุได้มีการเรียกค่าวีซ่าจากพระคึกฤทธิ์ แต่ไม่ได้ทำวีซ่าจริงอีก รวมดอกเบี้ย คำพิพากษามีผลทันที แต่ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าสีกายุต้องการอุทธรณ์ ต้องมีการวางเงินก่อนถึงจะอุทธรณ์ได้ โดยมีระยะเวลา 1 เดือน และถ้าคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะนำมาดำเนินคดีต่อในไทย

คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่า พระคึกฤทธิ์ เป็นผู้เสียหาย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินตามที่ถูกกล่าวหาในประเทศไทย และหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุด จะนำมาใช้ดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในไทยต่อไป

โดยในเรื่องนี้พระคึกฤทธิ์ คอยคำพิพากษามานานกว่า 3 ปี ว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมอย่างไร เมื่อพิพากษาให้ท่านชนะคดีท่านก็ดีใจ เพราะท่าน คือ ผู้เสียหาย แต่ในไทยกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนยักยอกเงิน ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียงของท่านเป็นอย่างยิ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องกลับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ทนายฝั่งตรงข้าม บอกว่า คดีในไทยและเยอรมนีไม่เกี่ยวข้องกันนั้น ทนายยืนยันว่า ข้อเท็จจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ตอนนี้ได้คำพิพากษามาแล้วว่าสีกายุมีการยักยอกเงิน และจะนำคำพิพากษาจากศาลเยอรมันมาพิสูจน์ในไทยด้วย