แม่ร้องขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกรถบรรทุกน้ำของ กทม. ทับตาย แต่คนขับปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างตัวเองไม่ผิด แจ้งความคดีไม่คืบ
เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ตลาดจิงเกิลเบลส์ ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร นางปริชาต อายุ 49 ปี มารดาของนายสุทธิชัย อายุ 18 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับเพจสายไหมต้องรอด หลังจากที่บุตรชายของตนประสบอุบัติเหตุถูกชนโดยรถบรรทุกน้ำของกรุงเทพมหานคร แต่คู่กรณีกลับปฏิเสธความรับผิดชอบและแสดงความประสงค์ที่จะต่อสู้คดี
นางปริชาตเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลาโดยประมาณ 12.45 น. ขณะที่เธอกำลังทำงานตามปกติ ได้รับโทรศัพท์จากญาติแจ้งว่าบุตรชายประสบอุบัติเหตุจากรถบรรทุกน้ำของกรุงเทพมหานครชน จนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อเดินทางไปถึง แพทย์ได้แจ้งให้ทำใจและยืนยันว่าพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้
จากข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย พบว่าบุตรชายประสบอุบัติเหตุบริเวณถนนเคหะร่มเกล้า ตรงข้ามศูนย์สาธารณสุข 45 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยถูกชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหักและมีรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งให้การช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็เสียชีวิต
ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกัน คนขับรถบรรทุกน้ำได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอโทษและแสดงความเสียใจกับครอบครัว พร้อมยอมรับว่าเป็นผู้ขับรถชน โดยอ้างว่าไม่เห็นผู้ตายซึ่งขณะเกิดเหตุผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์อยู่ในช่องทางซ้ายสุด
หลังจากนั้น ในช่วงงานศพ คู่กรณีได้เข้าร่วมงานคืนแรกและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจำนวน 10,000 บาท จากนั้นคืนที่สอง คู่กรณีพร้อมเพื่อนร่วมงานได้นำพวงหรีดพัดลมมามอบให้ 1 ตัว ส่วนคืนที่สาม สำนักงานเขตลาดกระบังได้มอบเงินช่วยเหลืออีก 10,000 บาท โดยหลังจากเสร็จพิธีฌาปนกิจ ทางสำนักงานเขตแจ้งว่าจะมีการพูดคุยกันต่อไป ซึ่งทางทนายของนางปริชาตได้ยื่นข้อเสนอการเยียวยาสินไหมจำนวน 1,800,000 บาท
หลังจากพิธีงานศพเสร็จสิ้น มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตลาดกระบังพร้อมทนายความเดินทางมาหานางปริชาต 3 คน พร้อมยื่นข้อเสนอให้เธอเข้าไปเป็นพนักงานของเขต ซึ่งนางปริชาตได้ปฏิเสธเนื่องจากมีงานประจำอยู่แล้วและมองว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ยุติธรรม เจ้าหน้าที่และทนายจึงขอกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ก่อนที่จะหายไป
ต่อมาได้มีการต่อรองลดค่าสินไหมค่าเยียวยาเหลือ 300,000 บาท จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวานนี้ได้มีการขอต่อรองลดลงเหลือ 200,000 บาท และคู่กรณีกลับคำให้การและพร้อมที่จะสู้คดี
นางปริชาตยังได้ระบุว่า จากข้อมูลของตำรวจพบว่ารถที่คู่กรณีขับในวันเกิดเหตุเป็นของสำนักงานเขตลาดกระบังและคาดว่าไม่มีประกันภัย
นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่าบุตรชายเพิ่งจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยใช้เวลาว่างในวันเสาร์ขับไรเดอร์รับส่งผู้โดยสารเพื่อหารายได้เสริม เนื่องจากบุตรชายทราบว่าตนต้องเข้ารับการผ่าตัดต้อเนื้อที่ตา โดยเพิ่งเริ่มขับได้เพียง 2 วันก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุ 25 มกราคม 2569 บุตรชายได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งนางปริชาตที่ทำงาน ซึ่งนางปริชาตได้ย้ำว่าห้ามออกไปทำงานในวันนั้น แต่บุตรชายขอไปตกปลากับเพื่อน นางปริชาตจึงอนุญาตให้ไป แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เนื่องจากบุตรชายแอบไปขับไรเดอร์เพื่อหารายได้เสริมช่วยเหลือตนเอง แต่กลับต้องมาเสียชีวิตในที่สุด
แม่ของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า ตนไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกชายที่เสียชีวิตไป เนื่องจากมองว่าคู่กรณีกระทำผิดแต่ไม่แสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมและรู้สึกเสียใจที่ทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตลาดกระบัง และหัวหน้างานของคู่กรณี ไม่เคยเข้ามาร่วมงานศพของลูก หรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด
แม่ของผู้เสียชีวิต กล่าวทิ้งท้ายทั้งน้ำตาว่า “แม่จะพยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหนู ไม่อยากให้หนูต้องห่วงแม่ อยากให้หนูมีความสุขที่สุด”
ด้าน นายอนุสรณ์ ยั่งยืน ทีมงานสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า เนื่องจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ชัดเจนอยู่แล้ว จึงอยากเรียกอยากให้ทางเขตลาดกระบัง และทางกรุงเทพมหานคร ออกมารับผิดชอบ และเยียวยาผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายได้สูญเสียลูกชายซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว รวมถึงคุณแม่มีลูกชายเพียงคนเดียว เชื่อว่าผู้เสียหายไม่ได้มองว่าจะเรียกร้องเงิน และทางสำนักงานเขต และทาง กทม. ควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ หลังจากนี้จะพาผู้เสียหายไปร้องขอความเป็นธรรมที่กรมคุ้มครองสิทธิเพื่อขอการเยียวยาชดเชย

