ตร.แจง ปมผู้ต้องหาผูกคอ คาห้องขัง ใช้เสื้อตัวเอง ชี้ กล้องวงจรปิดเสีย ดูย้อนหลังไม่ได้ จึงไม่เห็นเหตุการณ์
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 24 เม.ย.69 ที่ สน.บางขุนนนท์ พ.ต.อ.อุเทน ตั้งพิทักษ์เสมอ ผกก.สน.บางขุนนนท์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิวิด แก้วปลั่ง รองผกก.สอบสวน สน.บางขุนนนท์ และนายอวยพร รักขวัญจิต ช่างกล้องวงจรปิด บริษัท เจ.อาร์.ออฟฟิต ออโตเมชั่น ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อตอบข้อสงสัยของทางญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีที่ผู้ต้องขังผู้คอตายในห้องขัง
โดย พ.ต.อ.อุเทน ตั้งพิทักษ์เสมอ ผกก.สน.บางขุนนนท์ เผยว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 69 เวลา 23.28 น. ตำรวจสน.บางกอกน้อย ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด(ไอซ์) พร้อมของกลางยาเสพติด จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 0.90 กรัม และ 0.80 กรัม ที่บริเวณปากซอยพรานนก 8 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย แต่เนื่องจาก สน.บางกอกน้อย ห้องขังอยู่ในช่วงระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม จึงได้มีการนำผู้ต้องหามาฝากขังไว้ที่ สน.บางขุนนนท์ ช่วงเวลา 23.50 น.
จากนั้นเวลา 05.00 น. ของวันที่ 20 เมษายน 69 เจ้าหน้าที่สิบเวรได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ผู้ต้องหานั่งพิงอยู่ที่บริเวณประตูห้องขังเป็นเวลานานแบบผิดปกติ จึงได้รีบเข้าไปตรวจสอบ พบว่าผู้ต้องหาได้ใช้เสื้อแขนยาวของตนเองผูกคอกับลูกกรงของห้องขัง เลยแจ้งทางพนักงานสอบสวน และทางกู้ภัยให้การช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล
ต่อมาจึงได้รีบมาตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพราะเกรงว่าญาติจะอาจเกิดความไม่สบายใจหรือเข้าใจผิด ปรากฏว่า กล้องวงจรปิดในห้องขัง ไม่สามารถดูย้อนหลังได้ ดูได้เฉพาะเรียลไทม์ ตนจึงรีบประสานบริษัทที่ดูแลกล้องวงจรปิดมา จึงทราบว่าตัวอแดปเตอร์กล้องวงจรปิดเสีย ซึ่งตนได้ชี้แจงให้แม่ของผู้ตายรับทราบแล้ว แต่เหมือนทางฝั่งเขาอาจจะไม่เข้าใจ
ก่อนจะเชิญแม่ของผู้เสียชีวิต เข้ามาที่ห้องขังพร้อมพฐ. เพื่อตรวจสอบพร้อมกัน และเพื่อให้เกิดความสบายใจ และก็ได้มีการชี้แจงให้กับทางฝั่งครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ทราบถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยในตอนนั้นทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตเองก็ไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด
หลังจากนั้นเพื่อตอบข้อเคลือบแคลงใจของฝั่งครอบครัวของผู้เสียชีวิต ก็ได้มีการส่งหลักฐานกล้องวงจรปิด ให้พฐ.ไปตรวจสอบและทำการกู้ไฟล์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จ โดยในตอนนี้ก็ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด
สำหรับในวันดังกล่าว มีผู้ต้องขังอยู่ภายในห้องขัง จำนวน 2 คน คือ ผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหาอีกราย เป็นผู้ป่วยทางจิต และในเช้าวันถัดไปก็ได้มีการส่งเขาไปโรงพยาบาลจิตเวชตามกำหนดแล้ว
ส่วนในช่วงที่พบว่า ผู้ต้องหาผูกคอภายในห้องขัง ทางเจ้าหน้าที่ 10 เวรได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหายังไม่เสียชีวิตทันที ยังมีชีพจรอ่อน จึงได้มีการทำการซีพีอาร์ ปั้มหัวใจ จนกู้ภัยมาถึง ซึ่งขั้นตอนของการช่วยเหลือจนกระทั่งกู้ภัยมาถึงใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งโรงพยาบาลศิริราช
ขณะเดียวกัน ผกก. สน. บางขุนนนท์ ยืนยันว่า กล้องวงจรปิดไม่สามารถใช้การได้จริง และทางสน. เองก็มารับทราบว่ากล้องไม่สามารถใช้การได้ก็ในวันที่เกิดเหตุ ก่อนจะมีการติดต่อประสานไปยังบริษัทให้เข้ามาทำการตรวจสอบ และซ่อมแซมจนสามารถใช้การได้ตามปกติ
ส่วน กรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงติดใจว่า ผู้ต้องหาใช้เสื้อหรือกางเกงในในการทำร้ายตนเอง ทางผู้กำกับสน.บางขุนนนท์ ยอมรับว่า อาจจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ยืนยันว่าผู้ต้องหาใช้เสื้อแขนยาวของตนเองผูกคอกับลูกกรงห้องขัง และในวันดังกล่าวนั้น ทางสน. ก็ได้มีการเชิญครอบครัวของผู้เสียชีวิตเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุและหลักฐาน ซึ่งทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ได้เห็นกับตาว่ามีเสื้อผูกอยู่ห้องขัง
อีกทั้งกรณีที่ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตติดใจว่า ตามร่างกายของผู้เสียชีวิตไม่มีร่องรอยฟกช้ำ หรือร่องรอยที่บริเวณคอ รวมทั้งลิ้นไม่จุกปาก ในเรื่องดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ พฐ. ก็ได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงกับทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้วว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะไม่พบร่องรอยช้ำตามร่างกายเนื่องจากอุปกรณ์ที่ผู้ต้องหาใช้ผูกคอเป็นเสื้อที่มีลักษณะนุ่ม ส่วนที่ลิ้นไม่จุกปากมีความเป็นไปได้หลายกรณีที่ผู้เสียชีวิตผูกคอตายแล้วลิ้นไม่จุกปาก
ทั้งนี้ทางด้านผู้กำกับสน.บางขุนนนท์ ยืนยันว่าในระหว่างที่คุมขังไม่มีใครเข้าไปภายในห้องขังได้ มีเพียงผู้ต้องขังอยู่ภายในห้องขังเพียงลำพัง จึงไม่มีความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สน.บางขุนนนท์ จะเข้าไปทำร้ายผู้ต้องขังจนเสียชีวิต เนื่องจากสน.บางขุนนนท์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจับกุมผู้ต้องหาและไม่ได้มีเรื่องหรือปัญหาใดกับผู้ต้องหา
ทั้งในระหว่างที่คุมขังผู้ต้องหายอมรับว่าผู้ต้องหาเองมีความเครียด เนื่องจากผู้ต้องหาเองเพิ่งจะพ้นโทษในคดีบัญชีม้ามานานไม่นาน ก่อนจะมาถูกจับกุมในคดียาเสพติด และเสพยาเสพติด
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทางตำรวจก็ให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยได้มีการส่งหลักฐานกล้องวงจรปิด ให้ พฐ.ตรวจสอบ โดยจะใช้เวลา 30 วันทราบผล ส่วนในเรื่องของสิบเวรที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นก็ได้มีการสอบข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

