ไฮโซสาว-หมอ โร่แจ้งเอาผิด แม่ค้าแบรนด์เนมดัง เบี้ยวเงิน-ออเดอร์ทิพย์ อ้างชื่อพิธีกรดัง สูญ 100 ล้าน

26.04.26 | 16:14 น.

ลูกอดีตส.ว.-หมอ-ไฮโซ โร่แจ้งความ แม่ค้าแบรนด์เนมชื่อดังเบี้ยวเงินฝากขายกระเป๋า-นาฬิกาหรู ซ้ำร้ายเหยื่อบางรายถูกลวงเที่ยวทริปต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง-เกาหลี-ญี่ปุ่น อ้างชื่อ พิธีกรดัง สร้างออเดอร์ทิพย์ตุ๋นเหยื่อรูดซื้อของก่อนเชิดเงินหนี สูญเงินกว่า 100 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน น.ส.ปัทม์ บุญเดช ไฮโซเซชื่อดัง ลูกสาว นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช อดีตสมาชิกวุฒิสภา นำกลุ่มผู้เสียหาย จากหลายแวดวง ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ และนักธุรกิจ ชื่อดัง เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.ท.เกริกไกร วีระเชาวภาส รอง ผกก.(สอบสวน) บก.สอท.1 เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.แนท (นามสมมุติ) และนายปอง (นามสมมุติ) สองสามีภรรยา เจ้าของร้านแบรนด์เนมออนไลน์ชื่อดังหลังถูกหลอกลวงในลักษณะ “ต้มตุ๋นครบวงจร” ต่อเนื่องหลายปี พบมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูงกว่า 100 ล้านบาท

น.ส.ปัทม์กล่าวว่า สืบเนื่องจากตนและกลุ่มผู้เสียหายได้นำสินค้าแบรนด์เนม อาทิ นาฬิกา กระเป๋า เครื่องประดับ ไปฝากขายกับร้านดังกล่าว โดยช่วงแรกก็ได้รับเงินจากการขายตามปกติ กระทั่งระยะหลังเริ่มมีพฤติการณ์ตีสนิท หลอกยืมเงินหลายครั้ง รวมทั้งอาสารับฝากขายสินค้าหรู แต่เมื่อขายได้กลับไม่ส่งเงินให้ ทั้งที่ลูกค้าได้โอนเงินเข้าบัญชีร้านของ น.ส.แนทและนายปอง พร้อมแต่งเรื่องโกหกว่าของหาย หรือถูกศุลกากรยึด ทั้งที่สินค้ามีใบเสร็จช็อปไทย บางชิ้นสามารถขอสำเนาใบเสร็จจากช็อปไทยได้ แต่ภายหลังกลับมีคนพบว่านำสินค้าไปเวียนจำนำและโพสต์ขายต่อ อีกทั้งเมื่อสอบถามก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมปลอมสลิปโอนเงิน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ โดยทรัพย์สินที่ถูกนำไปนั้นมีนาฬิกา Rolex Land Dweller 40, นาฬิกา Rolex Sprite ซึ่งเป็นของตนและคุณพ่อ รวมทั้งทรัพย์สินอย่างอื่น จำนวน 16 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สิน 6 ล้านกว่าบาท และยังมีการหลอกยืมเงินอีกเกือบ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้มีการสั่งสินค้าผ่านนายปองและ น.ส.แนท โดยโอนเงินเข้าบัญชี น.ส.แนท เกือบ 2 ล้าน โดยทั้งคู่อ้างภายหลังว่าบัญชีโดนอายัด แต่ความจริงกลับโอนเงินไปใช้ส่วนตัวจนเหลือเงินติดบัญชีเพียง 7 บาท จากยอดเกือบ 2 ล้านบาท

โดยขณะที่ หมอติ๊บ ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า รู้จักกับทางสองสามีภรรยาผ่านการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมทางอินสตาแกรม ซึ่ง น.ส.แนทได้ทำทีมาตีสนิทเอาสินค้ามาส่งให้ที่ทำงาน อีกทั้งโทรศัพท์พูดคุยจนเกิดความไว้วางใจ ต่อมาตนมีความจำเป็นต้องปล่อยแบรนด์เนมของสะสม ทั้งกระเป๋าแอร์เมส เครื่องประดับ เสื้อผ้าแบรนด์เนมต่างๆ จึงติดต่อ น.ส.แนท เพื่อทำการฝากขาย เพราะเห็นว่ามีผู้ติดตามทางอินสตาแกรมมาก โดยได้ทำข้อตกลงกันว่าให้ น.ส.แนททำราคามาและไปบวกกำไรสินค้าได้เองตามปกติขาย ต่อมา น.ส.แนทได้ออกอุบายขอมารับกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนมรวมกว่า 101 ชิ้น ถึงบ้านพัก โดยอ้างว่าจะนำไปถ่ายรูปเพื่อลงขายให้ ซึ่งต้องวางชื่อร้าน หากถ่ายรูปเสร็จจะนำมาส่งคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนของและไม่มีการโพสต์ขายจริง เมื่อถูกทวงถามหนักเข้าจึงแต่งเรื่องว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการอ้างว่านำไปฝากขายกับเพื่อนที่รู้จัก ซึ่งเป็นลูกค้าต่างชาติ กระทั่งกลางปี 2567 น.ส.แนทได้ติดต่อมาบอกว่ากระเป๋าที่ฝากขายถูกขโมยไป พร้อมรับปากว่า จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นบางส่วนโดย ทำสัญญากู้ยืมเงิน 4.6 ล้านบาทเพื่อค้ำประกันค่าเสียหาย และจะนำกระเป๋าที่เหลืออีกมาคืน หลังจากนั้นกลับจ่ายเพียงดอกเบี้ยและหลบเลี่ยงเงินต้น ซ้ำร้าย น.ส.แนท ยังใช้มุขเดิมว่า “ขาดสภาพคล่อง” หลอกให้ตนควักเงินให้อีกกว่า 4 แสนบาท เพื่อไปลงทุนตัดของส่งลูกค้าโดยสัญญาจะนำกำไรมาจ่ายดอกเบี้ยให้ แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏเมื่อหมอติ๊บพบว่าสินค้าของตนถูกขายออกไปและลูกค้าจ่ายเงินครบถ้วนแล้ว แต่เงินกลับไม่เคยถึงมือจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้เสียหายบางรายยังถูกกลโกงสุดแยบยลของ น.ส.แนทและสามี ที่มีการวางแผนออกอุบายชวนผู้เสียหายไปเที่ยว “ทริปต่างประเทศ” ทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับออกอุบายให้เหยื่อช่วยสำรองเงินซื้อสินค้าแบรนด์เนมจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นออเดอร์ด่วนจาก “พิธีกรหนุ่มชื่อดัง” ของเมืองไทย พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าเมื่อเดินทางกลับถึงไทยจะรีบคืนเงินให้ทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อเหยื่อหลงเชื่อออกเงินซื้อสินค้าให้รวมมูลค่ามหาศาล และกลับมาถึงประเทศไทย สองสามีภรรยาคู่เดิมกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงินตามที่ตกลงไว้ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักจนเหยื่อบางรายต้องแบกภาระหนี้สินจากการรูดซื้อสินค้าตามคำลวง อีกทั้งยังหลอกใช้บัตรเครดิตเหยื่อรูดเงินสดจนเหยื่อบางรายต้องขายบ้านขายรถชดใช้หนี้แทน อีกทั้งมีผู้เสียหาย โดนลักษณะแชร์ลูกโซ่ หลอกลงทุนแบรนด์เนมหลายรายโดยอ้างได้ผลตอบแทนสูงได้กำไรดี มีตลาดต่างประเทศ เป็นต้น

ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า เบื้องต้นได้ มอบหมายให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำผู้เสียหายพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวต่อไป

Advertisement