เปิดคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุกอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังกับพวก เรียกรับเงินจากผู้ปกครองและเข้าโรงเรียนดัง
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี ป.ป.ช.เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดมีคดีที่น่าสนใจ ในคดีที่ ป.ป.ช.กล่าวหาอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนดังกระทำความผิดต่อหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ในคดี หมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 179/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, นางกรรัตน์ โกษาคาร เลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
โจทก์ฟ้องว่า ปีการศึกษา 2559 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปีการศึกษา 2559 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ออกไว้สำหรับในปีการศึกษา 2559 อย่างเคร่งครัด จำเลยที่ 1 ได้วางแผนการด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนกำหนดรับนักเรียนรวมทั้งหมด 1,480 คน แบ่งเป็น 1. ประเภทโควต้าจังหวัดไม่เกินร้อยละ 20 , 2. ประเภทสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และ 3. ประเภทความสามารถพิเศษและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติโดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด
โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงนามออกประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ประกาศรับนักเรียนจำนวน 1,480 คน และยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 อีก 1 ฉบับ โดยไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2559 อันเป็นการมิชอบ
จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณารายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษโดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นคณะกรรมการในตำแหน่งกรรมการรับนักเรียนและที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คน ซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวให้ที่ประชุมรับรองและเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณารายชื่อที่เสนอมาจากจำนวนที่ 2 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 นำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิอันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิเข้าเรียน เมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา
ในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็ค เข้าบัญชีธนาคาร กรุงไทย จำกัด มหาชน สาขาสยามสแควร์ ระบุชื่อ สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คน จัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิเข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ
ปีการศึกษา 2560 ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลากลางวันต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้วางแผนด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนทั้งหมด 1,480 คน และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติโดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจึงไม่มีอำนาจรับนักเรียนประเภทที่มีเงื่อนไขพิเศษได้
จำเลยที่ 1 ได้ลงนามออกประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ประกาศรับนักเรียน 1480 คนและยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2559 อีก 1 ฉบับทั้งที่ไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อนจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2560
โดยจำเลยที่ 2 และ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องรวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในปีการศึกษา 2560 จำนวน 42 คนซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำเสนอรายชื่อดังกล่าวซึ่งที่ประชุมรับรองเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา จำเลยที่ 1 ได้รับรายชื่อที่เสนอมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วได้นำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนระดับสำรองที่มีสิทธิได้เข้าเรียน เมื่อนักเรียนที่สอบได้ในลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานของผู้ปกครองไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็คแคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตที่ 1 โดยมีเช็คแคชเชียร์เช็คที่สั่งจ่ายชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินจำนวน 41 ฉบับ ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริตทำให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิเข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ในลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ
ปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ถึง 31 กรกฎาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปีการศึกษา 2561 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้กระทำการในลักษณะเดิมที่เคยทำมาโดยมีผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค โดยมีนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเพื่อให้ได้รับเสนอเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 39 คนซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 มีเช็คระบุสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นผู้รับเงิน 45 ฉบับ ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริตทำให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ในลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ
ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2559 ถึง 31 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 1 ได้มีการอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณในการดำเนินการโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินและส่งมอบงานครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทำเอกสารในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ไปยังสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาขอรับการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงโรงเรียนพร้อมบัญชีรายการและประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียนรวม 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการซ้ำซ้อนกันกับรายการที่จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปแล้ว อันเป็นการทำหรือรับรองเอกสารหลักฐานว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายเงินเพื่อใช้ในกิจการดังกล่าว อันมุ่งที่สุดความจริงอันเป็นเท็จเพื่อให้คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาหลงเชื่อว่ายังไม่มีการจ่ายเงินเพื่อกิจการดังกล่าว คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้มีการประชุมครั้งที่ 5/2558 ถึง 2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 วาระ 5.2 เรื่องโครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่และภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ประชุมมีมติอนุมัติงบประมาณ 3 ล้านบาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาสยามสแควร์ ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์รับโอนเงินจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาสำหรับนำมาใช้จ่ายเงินให้แก่ผู้จัดทำโครงการต่างๆของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา
จากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขานุการสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้โอนเงินไปบัญชีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 จำนวน 1,921,549 บาทและ 1,074,040 บาท รวมเป็นเงิน 2,995,589 บาท จำเลยที่ 1 ได้เอาเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตโดยมิได้นำไปใช้จ่ายในโครงการหรือกิจการที่ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมตามที่กล่าวอ้างอันเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์สินของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา
การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารหรือรับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 3 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี
จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ในส่วนการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีนั้น ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท จำเลยที่ 2 ตีหลักทรัพย์ประกัน 3 ล้านบาท จำเลยที่ 3 ตีราคาประกัน 3 ล้านบาทโดยให้จำเลยทั้ง 3 ใส่อุปกรณ์กำไล EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

