โซเชียลแห่แชร์คลิปเหตุทะเลาะวิวาทสุดเดือดกลางถนนเสือป่า หลังชาย 2 คนเปิดศึกใช้หมวกกันน็อกฟาดใส่กันไม่ยั้ง ท่ามกลางสายตาประชาชนที่แตกตื่น ขณะตำรวจจราจร สน.พลับพลาไชย 1 รีบเข้าระงับเหตุและควบคุมตัวทั้งสองฝ่ายดำเนินคดี
เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 พ.ต.ท.กรณ์แก้ว จิตรีเหิม สว.(สอบสวน) สน.พลับพลาไชย 1 รับแจ้งเหตุชาย 2 คนทะเลาะวิวาทกันกลางถนน บริเวณถนนเสือป่า ตัดถนนเจ้าคำรบ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและตำรวจจราจรเข้าตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบว่า ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.พลับพลาไชย 1 ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่กดสัญญาณไฟอยู่บริเวณแยกเสือป่า ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีชาย 2 คนกำลังชกต่อยกันกลางถนน เมื่อไปถึงพบว่า คู่กรณียังคงมีปากเสียงและลงไม้ลงมือกันอย่างดุเดือด เจ้าหน้าที่จึงรีบเข้าห้ามปราม ก่อนประสานกำลังสายตรวจเข้าควบคุมตัวทั้งสองฝ่าย ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และได้พูดคุยกับ “คุณต้น” ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะกำลังขายของอยู่บริเวณดังกล่าว ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง เมื่อออกมาดูพบชายทั้งสองกำลังมีปากเสียงและลงไม้ลงมือกันอยู่กลางถนน ก่อนจะพากันขึ้นมาบนฟุตบาท และใช้หมวกกันน็อกฟาดใส่กันอย่างดุเดือด แม้จะมีพลเมืองดีพยายามเข้าไปห้าม แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมหยุด จนกลายเป็นคลิปว่อนโซเชียล
ภายหลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ไปทำการรักษาและชันสูตรบาดแผลที่โรงพยาบาล เพื่อนำผลประกอบสำนวนคดี พร้อมได้กันนี้ ในช่วงเย็นของวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเดินทางกลับมาที่ สน.พลับพลาไชย 1 อีกครั้ง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
พล.ต.ต.ชัยกฤต ยังระบุอีกว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 และพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ มีรายงานจากชาวบ้านในละแวกระบุว่า หนึ่งในคู่กรณีเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างวินหมายเลข 8 ในย่านเสือป่า ชื่อ “โด่ง” และถูกกล่าวอ้างว่าเป็น “วินเถื่อน” อีกทั้งมักมีพฤติกรรมชอบมีปากเสียงและทะเลาะกับกลุ่มไรเดอร์อยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียงคำบอกเล่าจากชาวบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

