เปิดคำพิพากษา ศาลสั่งคุก สจ.กอล์ฟ กับพวก 8 คน ผิดฐานซ่องโจร ทำร้ายเจ้าพนักงาน
เมื่อวันที่ 28 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ1823/2568 ที่ ด.ต.นิสาธิต คงเทพ โจทก์ ฟ้อง นายสิรดนัย พลายด้วง หรือ ส.จ.กอล์ฟ นายพงศ์เทพ ฟรีด้อม นายหนุ่มเสก ทองศรี นายรพีพงศ์ สวัสดิ์ชูแก้ว นายสรายุทธ หนูชัยแก้ว นายจักรพงษ์ เทพชุม นายยศศรัณย์ สว่าบ้านโคก นายอรรณพ ขาวมาก และนายไปซอล สายสลำ
เป็นจำเลยที่ 1-9 ในข้อหา เป็นซ่องโจร เป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในซ่องโจร, ร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันกระทำความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดยมีหรือใช้อาวุธ, เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสถานที่ราชการของผู้อื่นฯ
จากกรณีก่อเหตุสั่งลูกน้องรุมทำร้ายร่างกาย ด.ต.นิสาธิต ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา
จำเลยทั้ง 9 ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดยมีหรือใช้อาวุธ, เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสถานที่ราชการของผู้อื่นโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการฯ โดยใช้กำลังประทุษร้าย, ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป, ร่วมกันเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสถานที่ราชการของผู้อื่นโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการ หรืออนุกรรมการฯ โดยใช้กำลังประทุษร้าย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 4, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 140 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 210 วรรคแรก, 213, 296, 365 (1)(2) ประกอบมาตรา 84, 368 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 4,66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 140 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 210 วรรคแรก, 213, 296, 365 (1)(2) ประกอบมาตรา 36 และประกอบมาตรา 83
จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 4,66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 140 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 230 วรรคแรก, 23, 296, 365 (1)(2) ประกอบมาตรา 36 และประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จำคุก 9 วัน ฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันกระทำความผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน บุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำคุก 2 ปี
ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 9 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ โดยไตรตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และฐานร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตร 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำคุกคนละ 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 คนละ 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 คนละ 2 ปี 8 เดือน
จำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร คงจำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร คงจำคุก 6 วัน ฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันกระทำความผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 8 จำเลยที่ 9 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร คงจำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร คงจำคุกคนละ 10 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป คงจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน 6 วัน คงจำคุก จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 8 จำเลยที่ 9 คนละ 1 ปี 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 คนละ 1 ปี 18 เดือน 60 วัน

