บิ๊กเต่า โต้ปม “โทน บางแค” ร้องถูกขู่บังคับใช้หนี้ ยันเป็นคนกลางเจรจาเท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจข่มขู่ พร้อมเปิดไทม์ไลน์คดีฉ้อโกงพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 พันล้านบาท
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง.ผบช.ก.) ชี้เเจงกรณีที่ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องชื่อดัง ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าตนเองร่วมกับเจ้าหนี้และพวกใช้อำนาจหน้าที่ในการข่มขู่บังคับทวงหนี้และยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้เดิมกับเจ้าหนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดตั้งแต่เมื่อต้น ปี 68 น.ส.เก่ง หรือ มาดามดอน ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้มาร้องความเป็นธรรมกับตนว่าได้ถูกกลุ่มคนประมาณ 7 ราย ซึ่งมีเจตนาฉ้อโกงทรัพย์สินรวมความเสียหายประมาณ 1000 กว่าล้านบาท ซึ่งได้มีการสืบสวนไปตั้งแต่ต้นปี 68 และแจ้งข้อกล่าวหาไป 2 คน จนการสืบสวนล่วงเลยมาถึงปี69 พบว่ามีนายโทนทอง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าวด้วย เลยมีการสืบสวนเจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าแต่ละคนมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของเจตนาฉ้อโกงผู้เสียหาย ทำให้รวมทรัพย์สินจากทั้งหมด 1000 กว่าล้านเป็น 2000 กว่าล้าน ตนจึงได้มอบหมายให้บอก บก.ปปป. เป็นผู้สืบสวนและจนพบพยานหลักฐานและมีการแจ้งข้อกล่าวหา

เรื่องราวการฉ้อโกงคราวๆคือ มีการนำพระมาขายให้มาดามเก่ง ผู้เสียหาย 50,000,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายจ่ายเงินสดไป พอขายเสร็จก็มีการแจ้งว่า พระนี้ขายได้ 60 ถึง 70 ล้านบาทเลย เสร็จแล้วจะมีอีกกลุ่มมาซื้อพระจากผู้เสียหายในราคา 60 ล้านบาท แต่ขอจ่ายเป็นเช็ค 3 ใบ แต่พอผู้เสียหายนำเช็คไปขึ้นเงิน กลับเบิกได้แค่ 1-2 ใบ พอติดต่อกลับไปหาคนซื้อ ก็ได้คำตอบว่านำพระไปจำนำไว้ 20 ล้านบาท ผู้เสียหายกลัวว่าพระจะถูกยึดไปเลยเอาเงินไปไถ่มาเก็บไว้ที่ตัวเอง ก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น
และก็มีการทำซ้ำแบบนี้ 3-4 รอบ จากกลุ่มคนทั้ง 7 ราย ตนมองว่ากลุ่มเหล่านี้คือภัยสังคมเป็นการ มันมีกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นเซียนพระซึ่งชื่อเสียงในการหลอกลวงในลักษณะนี้เหมือนพวก “เซียนกระดาษเปล่า”
หลังจากที่ตนได้รับร้องเรียนมาจาก น.ส.เก่ง ก็คิดว่ากลุ่มนี้ต้องดำเนินคดี ขั้นเด็ดขาดเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างและไม่ให้ไปโกงคนอื่น เบื้องต้นมีการดำเนินคดีไปแล้ว 2 คน นายโทน คือคนที่ 3
เบื้องต้นผู้เสียหายไม่ได้มีความรู้เรื่องพระเลย เเต่พอจะรู้เรื่องพระจากคนสนิทว่าในวงการพระเครื่องมีการซื้อพระเพื่อนำไปเกร็งกำไรเลยหลงเข้าไปเลยกลุ่มนี้ฉ้อโกง
ส่วนสาเหตุที่นายโทนทอง มาผู้พูดที่สำนักงานของตน คือเมื่อตนรับเรื่องจาก น.ส.เก่ง นายโทนทอง เริ่มรู้ว่าความเดือดร้อนจะมาถึงก็เลยติดต่อไปหา “ป๋องสุพรรณ” อีกเซียนพระชื่อดังซึ่งทั้งคู่รู้จักกัน เพื่อให้เคลียร์ปัญหาให้ ซึ่งป๋องสุพรรณสนิทกับตน และได้มีการตามตนไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อพูดคุยเรื่องนี้
แต่ตนบอกว่าเรื่องนี้ความเสียหายค่อนข้างเยอะ ถ้าคุยกันส่วนตัวมันจะกลายเป็นข้อครหาของตัวเอง จึงแนะนำบอกให้ไปคุยกับผู้เสียหายเอง ซึ่งป๋องสุพรรณ ก็มีการตามตื๊อตนอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งที่ 3 มีการแจ้งข้อกล่าวหา 2 คนไปแล้ว นายโทนทอง ได้มีการประสานกับป๋องสุพรรณพร้อมทนายความมาพบตนที่ห้อง โดยที่ตนไม่ได้เรียกมาพบ
หลังจากที่คุยกับนายโทนทอง พบว่ายังพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตนเลยแนะนำให้เรียก น.ส.เก่งมาคุยดีกว่า ในวันนั้นน.ส.เก่งกับทนายความจึงได้ขึ้นมาพูดคุย โดยที่ตนเป็นคนกลาง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยเป็นการพูดคุยปกติ ไม่ได้มีการใช้คำหยาบ และใข้อำนาจข่มขู่ ตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยตนไม่ได้รู้จักกับ น.ส.เก่งเป็นการส่วนตัว แต่เคยเจอกับนายโทนทอง เพราะว่าไปดูพระบ่อย ในการพูดคุยก็เพื่อเป็นการเจรจาให้จบข้อขัดแย้ง เหมือนกับ อั๋นโอกิ หนึ่งใน 7 ผู้ถูกกล่าวหา ที่เจรจาจบ ไม่ติดใจกัน ซึ่งในคดีนี้เป็นคดีที่ยอมความได้
ในการเจรจามีด้วยกันหลายรอบโดยผลเจรจารอบแรก นายโทนทอง บอกว่าทรัพย์สินได้ขายไปทั้งหมดแล้ว แต่ตนจำได้ว่าวันที่คุยกันนายโทนทองบอกว่า มีรถเบนท์ลี่ย์ 1 คัน , ทะเบียนโฟร์ 9 1 แผ่น , นาฬิกา Richard Mille 1 เรือน , นาฬิกา RM 2 เรือน รวมๆกว่า 50 ล้านบาท
ซึ่งในวันนั้นนายโทนทอง บอกว่าจะขอกลับไปดูทรัพย์สินที่บ้านก่อน จึงได้มีการนัดมาเจรจากันใหม่ในครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา พอถึงวันนัดนายโทนทอง ไม่ได้มาด้วยตัวเองแต่เป็นการส่งทนายความมา ทรัพย์สินที่เอามามีเพียงทะเบียนโฟร์ 9 จำนวน 1 แผ่น และกระเป๋าแบรนด์เนม 4-5 ใบ ซึ่งมีมูลค่าไม่มาก ซึ่ง น.ส.เก่งรู้สึกไม่เป็นธรรม
โดยในวันพรุ่งนี้ น.ส.เก่ง รับปากว่ามาที่บช.ก.แต่ไม่รู้ว่ามาเอง หรือส่งทนายมา เพื่อชี้เเจงในส่วนของตน
ซึ่งหลังจากนี้ตนจะพิจารณาฟ้องกลับนายโทน ที่มีการกล่าวหาว่าตนได้รับส่วนแบ่งจากการติดตามทวงหนี้ของ น.ส.เก่ง โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยตนอาจจะฟ้องหรือไม่ฟ้องก็ได้ เพราะการออกมาพูดแบบนี้ทำให้ตนเสียหาย
ส่วนในเรื่องของคดี ขณะนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 3 คน ในความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

