เปิดบันทึก(ไม่)ลับ โทน บางแค เอาผิด บิ๊กเต่า-มาดามเก่ง ไทม์ไลน์ชั้น27 เกลี่ยหนี้ 300 ล.

8.05.26 | 16:03 น.

เปิดบันทึก(ไม่)ลับ โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า-มาดามเก่ง ไทม์ไลน์เหตุการณ์ชั้น27-ไกล่เกลี่ยหนี้ 300 ล.

“จะคุยไหม ถ้าไม่คุยก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวดำเนินการตามขั้นตอน” นี่คือถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคำร้องทุกข์ของนายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ได้ให้การไว้กับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ซึ่งได้เดินทางไปยัง สน.สน.พหลโยธิน


พร้อมกับทนายความเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ บุคคลที่อ้างว่าเป็นพนักงานอัยการชื่อ “คุณแหม่ม” (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ทนายโต (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ผู้ต้องหาที่ 4 และคุณเจน (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ผู้ต้องหาที่ 5

เบื้องหลังของเรื่องนี้ เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การซื้อขายพระเครื่อง การกู้ยืมเงิน และการทำสัญญารับสภาพหนี้ระหว่างคู่กรณี แต่สิ่งที่ทำให้คดีถูกจับตา คือข้อกล่าวหาว่า มีการนำข้อมูลทรัพย์สินส่วนตัว ภาพจากโซเชียลมีเดีย และรายการทรัพย์สินต่างๆ มาใช้ในการกดดัน ให้โอนทรัพย์สินชำระหนี้ ภายใต้บรรยากาศการเจรจาในสถานที่ราชการ

ทั้งนี้ล่าสุด มติชนออนไลน์ ได้ข้อมูล บันทึกรายงานเหตุการณ์ข้อมูลจากการ ให้ถ้อยคำของผู้กล่าวหา กับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 โดยเหตุดังกล่าว เริ่มต้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2565

Advertisement

ผู้แจ้ง (นายโทน) รู้จักกับ นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ (มาดามเก่ง) เนื่องจากเพื่อนของผู้แจ้ง ซึ่งเป็นเซียนพระได้แนะนำให้รู้จัก จากนั้นผู้แจ้งก็ได้มีการติดต่อซื้อขาย แลกเปลี่ยนพระเครื่อง พระบูชาต่อกัน ต่อมานางสาวดรณ์ได้นำทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์หรู ทะเบียนรถ เครื่องประดับ นาฬิกา และกระเป๋าแบรนด์เนม มาขายให้ผู้แจ้ง โดยให้ผู้แจ้งแบ่งจ่าย ชำระหนี้เป็นงวดๆ และสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้า ต่อมาผู้แจ้งได้กู้ยืมเงินจากนางสาวดรณ์ เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ

แต่ช่วงเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา ส่งผลให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนดไว้ ผู้แจ้งได้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งทุกครั้งที่มีการทำสัญญา นางสาวดรณ์จะมีทีมกฎหมายเข้ามาเป็นผู้ทำสัญญาที่บริษัท พระเครื่องเมืองไทย จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร T-Amulet ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และมีทีมงานมาคัดเลือกพร้อมตีราคาพระเครื่อง พระบูชาของผู้แจ้ง เพื่อนำมาดีใช้หนี้

และบางรายการได้ขนย้ายไปยึดถือไว้เป็นหลักประกันหนี้ ซึ่งได้มีการชำระหนี้ไปบางส่วนและได้มีการทำสัญญารับสภาพหนี้ไว้แล้ว นิติสัมพันธ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็น “สัญญาทางแพ่ง” โดยสมบูรณ์ และผู้แจ้งมิได้เป็นผู้ผิดนัดสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 13.50 น. ขณะที่ผู้แจ้งอยู่ที่บริษัท พระเครื่องเมืองไทย จำกัด อยู่นั้น นายเสมอ งิ้วงาม หรือ ป้อง สุพรรณ ได้ติดต่อมายังผู้แจ้ง แจ้งให้เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เป็นการส่วนตัว ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.

ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้แจ้ง นายมานพ สุดตะพรหม ซึ่งเป็นทนายความของผู้แจ้ง ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมกับได้ไปที่ห้องทำงานของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อาคารประชาอารักษ์ ชั้นที่ 27 ผู้แจ้งจึงได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินระหว่างผู้แจ้งกับนางสาวดรณ์ อยู่ประมาณ 20-30 นาที

จากนั้น นางสาวดรณ์ และคุณแหม่ม (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งแสดงตนเป็นพนักงานอัยการ, ทนายโต (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) และคุณเจน (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ได้เข้ามาที่ห้องทำงานดังกล่าว เมื่อทั้ง 4 คนได้นั่งที่โต๊ะทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ

ได้แนะนำคุณแหม่มว่าเป็นพนักงานอัยการ พร้อมพูดว่า “จะคุยไหม ถ้าไม่คุยก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวดำเนินการตามขั้นตอน” ผู้แจ้งจึงได้ตอบไปว่า “คุยครับ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติได้พูดว่า “จะเคลียร์หนี้สินอย่างไร ว่ามา เห้ยๆ ทรัพย์สินมีอะไรที่เหลืออยู่ พรินต์มาหมดแล้ว”

พร้อมนำภาพถ่ายจาก Facebook และ IG ส่วนตัวของภริยาของผู้แจ้ง และรวมถึงภาพถ่ายจาก Social Media ต่างๆ ของผู้แจ้ง ที่ได้ปรากฏทรัพย์สินมีค่า โดยได้บอกให้ผู้แจ้งนำทรัพย์สินดังกล่าวมาโอนชำระหนี้ให้กับนางสาวดรณ์ เพื่อไม่ให้เป็นคดีความกัน

โดยกำหนดให้ผู้แจ้งเข้าพบพร้อมนำทรัพย์สินตามภาพถ่ายที่ยังคงมีอยู่มาชำระหนี้ในวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. และให้ทำบันทึกยกเลิกสัญญาต่างๆ ที่มีต่อกัน โดยให้นำหนี้ทั้งหมดมารวมทำสัญญาใหม่ฉบับเดียว ทั้งที่ผู้แจ้งยังคงชำระหนี้ตามสัญญาโดยมิได้ผิดนัด และมิได้ผิดสัญญาใดๆ ข้อพิพาทระหว่างผู้แจ้งและนางสาวดรณ์ เป็นสัญญาทางแพ่ง หลังจากนั้นผู้แจ้งจึงได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่สถานีตำรวจภูธรปลายบาง จังหวัดนนทบุรี

ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2569 ผู้แจ้ง ได้รับหมายเรียกพยานจาก พ.ต.ท.นัฐพล ชมพูนิช ให้ไปสอบปากคำเป็นพยานในคดีที่นางสาวดรณ์ แจ้งความดำเนินคดีกับนายกฤษฎา (ขอสงวนนามสกุล) ในประเด็นเรื่องการซื้อขายพระเครื่องจำนวน 2 รายการ คือ เหรียญโล่ห์พรหม เนื้อเงิน อาจารย์เฮง และพระรอด

ซึ่งผู้แจ้งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการซื้อขายพระเครื่องดังกล่าว ซึ่งนัดหมายให้ผู้แจ้งไปพบในวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

แต่เนื่องจากในวันดังกล่าวผู้แจ้งได้เดินทางไปต่างประเทศที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง จึงได้มอบหมายให้นายมานพ ทนายความ เข้าพบ พ.ต.ท.นัฐพล ในวันที่ 24 เมษายน 2569 แทน เพื่อขอเลื่อนในการไปให้การเป็นพยาน  ซึ่ง พ.ต.ท.นัฐพล ได้นัดหมายใหม่เป็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. อีกทั้งผู้แจ้งได้มอบหมายให้นายมานพ ทนายความของผู้แจ้ง ไปพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตามที่ได้นัดหมาย

ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 11.00 น. ผู้แจ้งได้ติดต่อไปยังนายมานพฯ สอบถามเกี่ยวกับการเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ แทนผู้แจ้ง ซึ่งนายมานพแจ้งว่า ในวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. นายมานพได้เข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่อาคารประชาอารักษ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชั้นที่ 27 เมื่อเข้าไปในห้องได้พบ นางสาวดรณ์ เซียนพระที่มีชื่อในวงการพระเครื่องว่า อุ๊ กรุงสยาม, คุณแหม่ม (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งอ้างว่าเป็นพนักงานอัยการ และคุณเจน (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งเป็นเลขาของนางสาวดรณ์

จากนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้นำบัญชีรายการทรัพย์สินต่างๆ ของผู้แจ้ง อาทิ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ทั้งหมดที่ผู้แจ้งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกมาแสดง และแจ้งว่าให้นำทรัพย์สินดังกล่าวมาโอนชำระหนี้เพื่อที่จะไม่เป็นคดีต่อกัน ซึ่งนายมานพแจ้งว่า ผู้แจ้งพร้อมนำทรัพย์สินบางรายการมาหักชำระหนี้

แต่ต้องเป็นการหักจากยอดหนี้ที่ผู้แจ้งได้สั่งจ่ายเช็คและส่งมอบให้กับนางสาวดรณ์ ไว้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ได้ทำไว้ต่อกัน แต่นางสาวดรณ์ ต้องการให้ยกเลิกบันทึกรับสภาพหนี้ทั้งหมด และรวบรวมยอดหนี้ทั้งหมดมาทำสัญญาฉบับใหม่ต่อกัน ซึ่งนายมานพเห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงในบันทึกรับสภาพหนี้และไม่เป็นธรรมกับผู้แจ้ง จึงไม่ได้ตกลงตามเสนอดังกล่าว

หลังจากนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้เรียก พ.ต.ท.นัฐพล ให้เข้ามาในห้อง และแจ้งให้ดำเนินคดีกับผู้แจ้ง พร้อมกับแจ้งว่าจะแถลงข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น การกระทำของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ผู้ต้องหาที่ 1 และคุณแหม่ม (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) บุคคลที่อ้างว่าเป็นอัยการ (ผู้ต้องหาที่ 3) หากเป็นพนักงานอัยการจริง ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่และสถานที่ราชการเข้าแทรกแซงหนี้ทางแพ่งส่วนตัว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นางสาวดรณ์ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ มาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 39 มาตรา 42 และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 139

ส่วนการกระทำของผู้ต้องหาที่ 2 และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ มาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 39 มาตรา 42 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มาตรา 157 มาตรา 139 ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้แจ้งได้รับความเสียหาย ผู้แจ้งจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

อย่างไรก็ตามคดี กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับจ้อง เซียนพระคนดัง กลุ่มไหน จะถูกแจ้งความเพิ่มอีกหรือไม่ และบิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว จะถูกตั้งกรรมการสอบหรือไม่ เนื่องจากมีการกล่าวหา ว่า “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ, ร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ ซึ่งมิใช่ของตน” ส่วนผู้ต้องหาอื่นๆ ในความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ, ร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่น, เป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานของรัฐ ทวงถามหนี้ หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน”