เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ สภ.เขาสวนกวาง นายวศิน นามพรม ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่า นางสาววริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขัง ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อกราบขอขมานางสายรุ้ง กลิ่นจุ้ย และนางสำราญ เพลียแก่น แม่และยายของน้องแอ๋ม ซึ่งพนักงาสอบสวน พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ สุวรรณราษฎร์ รองผกก.ฯ ได้อนุญาตหลังจากได้พูดคุยกับครอบครัวของน้องแอ๋มว่าจะไม่มีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งแม่กับยายก็ยินดี ส่วนนายชาติ คำเพ็งใจ ผู้เป็นบิดา ปฏิเสธที่จะให้กราบเนื่องจากเกรงว่าจะบันดาลโทสะ ถ้าหากพบกันซึ่งหน้า จึงนั่งรอข้างนอก
เมื่อนายวศินได้เข้ามานั่งต่อหน้าแม่และยาย ได้ยกมือไหว้พูดว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าทุกอย่างจะเลวร้ายอย่างนี้” พร้อมบอกว่า สำนึกผิด ไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเมื่อวันเกิดเหตุ ได้ห้ามแล้วแต่เรื่องก็เลยเถิด ตกลงกันว่าแค่เอาไปปล่อยไว้ไกลๆเท่านั้น ซึ่งนางสายรุ้งได้พูดว่า หัวอกของคนเป็นแม่ แค่ลูกเจ็บก็เจ็บแทนแล้ว อยากรู้ว่าน้องมีเหตุผลอะไรร้ายแรงขนาดนั้น ทำไมไม่คิดจะห้าม เป็นผู้ชายถ้าตั้งใจช่วยก็คงช่วยได้ คงจะไม่มีจุดจบแบบนี้ จากนั้นนายวศินได้ก้มกราบ และเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนก่อนที่จะมีการฝากขังในวันพรุ่งนี้
ด้านนางสายรุ้งได้ขอร้องสื่อก่อนเดินทางกลับว่า “ขอให้อย่าเรียกน้องแอ๋ม ว่าเป็นสาวคาราโอเกะ เพราะลูกสาวไม่ได้เป็นสาวคาราโอเกะ แต่เป็นพนักงานต้อนรับให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียง อยากให้เก็บภาพดีของลูกเอาไว้เพราะแม้แต่ภาพที่ทางข่าวไม่ดีเลย ไม่อยากเห็นภาพที่ไม่สวยของลูก”
ซึ่งนางสายรุ้งพร้อมครอบครัวได้เดินทางมาพบแพทย์เพื่อตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเดินมาที่หลุมฝังศพ เพื่อจะดูการทำแผน แต่ไม่ทัน จึงได้กอบเอาดินจากหลุมโดยบอกว่า จะเอาน้องแอ๋มกลับไปอยู่บ้านและอยู่กับแม่ตลอดเวลา และได้ให้สัมภาษณ์ที่บริเวณใกล้จุดฝังร่างน้องแอ๋มว่า อยากให้คนที่ทำผิดต่อน้องแอ๋มกลับเนื้อกลับตัวยอมรับผิด อย่าวิ่งหนีกรรมที่ก่อเอาไว้ ไม่ผูกใจเจ็บเพราะก่อนหน้านี้น้องแอ๋มได้มาเข้าฝันว่าให้แม่อโหสิกรรม อย่าอาฆาตแค้น แม่ก็ให้อภัย แต่กฎหมายก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อยากให้วิญญาณของน้องไปสงบ หลังจากนี้แม่จะบวชให้น้อง แม่สัญญากับแอ๋มตลอดว่าแม่จะบวช แอ๋มอยากให้แม่บวชแม่จะได้พ้นทุกข์ เหมือนแม่มีเจ้ากรรมนายเวรตามตลอด แม่จะปรับทุกข์กับลูก เราเหมือนพี่กับน้อง เรามีอะไรก็คุยกัน แต่เรื่องนี้แม่ไม่รู้เพื่อนชื่ออะไรไม่เคยซัก แม่เคารพความเป็นส่วนตัวกัน แต่รู้ว่าต้องเป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนรักเคยทำงานด้วยกัน แต่ล่าสุดไม่รู้ว่าแอ๋มทำงานที่ไหน แต่ก่อนแต่งงานแอ๋มทำงานที่พูลแมนที่ขอนแก่น และเพื่อนสนิทกันมีไม่กี่คน
แม่ยังกล่าวด้วยน้ำตาอีกว่า พูดกับลูกตลอดว่าแม่ดูแลแอ๋มไม่ดี เป็นความผิดของแม่ที่ทำให้แอ๋มต้องมาหางานทำเอง แต่แอ๋มก็บอกว่าแม่ไม่ต้องโทษตัวเอง หนูอยากทำเอง หนูอยากมีเงิน อยากให้แม่สบาย แอ๋มเป็นเด็กดี ไปไหนก็มีคนรัก แต่เขามองคนผิด เขาคิดว่าคนอื่นจะหวังดีกับเขา ขนาดตายแล้วยังมาเข้าฝัน บอกว่าให้อโหสิอย่าไปโกรธแค้น แต่แม่ก็เชื่อว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เชื่อว่ากฎหมายไทยศักดิ์สิทธิ์ คนที่ทำกับลูกขนาดนี้ได้ แค่ตายเฉยๆ ก็รับไม่ได้ ต้องมาทำในสภาพอย่างนี้ รูปทุกรูปดูไม่ได้ แม่อยากเก็บภาพสวยๆ ของแอ๋มไว้ ครั้งนี้น้องแอ๋มบอกว่าจะไปไม่นาน คุยกับแฟนชื่อสืบตกลงกันว่าให้เวลา 3 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นถ้าแอ๋มยังขอตังค์แฟนใช้อยู่ก็จะกลับคืนมา แฟนคนนี้รักน้องมาก เป็นคนดี เลยหาให้แต่งกัน ดูแลแอ๋ม รถก็ซื้อให้ ทุกครั้งที่คุยกันก็ดีกัน ลูกเขยดีมากดูแลแอ๋มดี คิดว่าตอนนี้เขาก็คงเสียใจไม่ต่างกับแม่ ทุกครั้งมีปัญหาแอ๋มจะโทรหาพี่สืบทุกครั้ง แม่ยังย้ำอีกว่า ตอนนี้คิดว่าแอ๋มยังอยู่กับตนตลอด จะเข้มแข็งเพื่อแอ๋ม อยากบอกลูกว่า ลูกไม่ต้องห่วงแม่ หลับให้สบาย จะเข้มแข็งเพื่อลูก ถ้ามีบุญจริงขอให้ได้อยู่ด้วยกันอีกไม่ว่าจะชาติหน้าหรือชาติไหน ขอโทษด้วยที่ปกป้องลูกไม่ได้
ด้าน พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ สุวรรณราษฎร์ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรเขาสวนกวาง กล่าวว่า ในส่วน น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ ผู้ต้องหา ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยได้มีการติดต่อขอมอบตัวตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมให้การว่า ตนเองเป็นคนที่นำโทรศัพท์มือถือของน้องแอ๋มไปขายเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกได้ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า สาขารามอินทรา กรุงเทพฯ ในวันที่ 25 พ.ค. โดยไม่รู้เลยว่ามีการฆ่าหั่นศพมาก่อน จนกระทั่งทราบว่า ตนเองถูกออกหมายจับผ่านสื่อมวลชน ขณะนั้นได้ไปทำงานที่ จ.อุบลราชธานี จึงได้ติดต่อขอมอบตัว และเมื่อ น.ส.จิดารัตน์ ได้ขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้คัดค้านแต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลจังหวัดขอนแก่นว่าศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ต่อไป

