เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการติดตามตัวน.ส.กวิตา ราชดา หรือเอริ์นอายุ 25 ปี และ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยวอายุ 24 ปี ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น.ส.วาริสรา กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม อายุ 22 ปี ที่ อ.เขาสวนกลาง จ.ขอนแก่น เหตุเกิดวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และ น.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ อายุ 28 ปีซึ่งพึ่งถูกขออนุมัติหมายจับจากศาลเพิ่มเติมเดินทางกลับประเทศหลังจากใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวหรือบอเดอร์พาสเดินทางข้ามฝั่งไปตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.โดยบัตรใช้อยู่ในประเทศเมียนมาได้เพียง 7 วันซึ่งครบกำหนดไปเมื่อวานนี้
โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้จับตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าพัวพันกับคดีดังกล่าวได้แล้วจึงมีการเชิญตัวทางพ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ ผกก.ตม.เชียงรายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมาหรือทีบีซี.ฝ่ายไทย เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นมีกระแสว่าจับผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้แล้ว แต่ปรากฎว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงกลับไม่พบว่าเป็นการจับตัวบุคคลทั้ง 3 แต่อย่างใด โดยมีเพียงการเชิญตัวนายบัณทิต หรือนายศุภเกษม พันพลางกร หรือเก๋ เจ้าของร้านโอโซน สปา แอนด์ คาราโอเกะและเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดสีขาว หมายเลขทะเบียน กพ-2258 เชียงราย ที่ใช้ในการพาหญิงสาวทั้งหมดข้ามชายแดน และนายวัฒนศักดิ์ ศรีวงค์ หรือหนึ่ง ผู้จัดร้านคาราโอเกะ ซึ่งเป็นคนขับรถพาหญิงสาวทั้ง 3 คนข้ามด่าน มาสอบสวนเท่านั้น

พ.ต.อ.เอกกร เปิดเผยการเดินทางไปดูตัวผู้ต้องสงสัยว่าทางเจ้าหน้าที่เมียนมายังไม่ได้มีการจับกุมตัวผู้ต้องทั้ง 3 คน ได้แต่อย่างใด เป็นเพียงการจับพยานแวดล้อมมาหาข้อมูลเพิ่มเติมในการติดตามตัว ซึ่งทางตำรวจเมียนให้ความร่วมมือกับทางฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ ว่าจะทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาให้ ส่วนกรณีที่หนังสือผ่านแดนชั่วคราวทั้ง 3 คนหมดอายุไปแล้วนั้น ก็เป็นการออกนอกพื้นที่เกินเวลาที่กำหนดซึ่งไม่มีความผิดทางคดี แต่จะเข้าข่ายความผิดกฎหมายของประเทศเมียนมาในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งหากทางเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเมียนมาก่อน ถึงจะมีการส่งตัวมาดำเนินคดีในส่วนของไทย สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดพัวพันกับยาเสพติดหรือชนกลุ่มน้อยกลุ่มใดบ้างนั้นทางตนไม่ทราบ เพราะที่ผ่านมาจากการตรวจสอบประวัติของบุคคลทั้งหมดพบว่ายังไม่เคยมีการข้ามแดนพรมแดนด้านนี้มาก่อน

