ดีเอสไอ พบพิรุธ คลังน้ำมันอ่างทอง ตั้ง “คนขับรถ” เป็นกรรมการ ลุยเช็ก 200 บัญชีล่าตัวการเบื้องหลัง เงินหมุน 3 พันล้านบาท
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าการกวาดล้างขบวนการทุจริตน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ได้สั่งการเร่งรัดใน 3 ประเด็นหลัก คาดประมวลพฤติการณ์พร้อมออกหมายเรียกผู้ต้องหาได้ภายใน 15 วัน คดีแรกเป็นของ บริษัท คลังน้ำมัน จ.อ่างทอง (สำนวนสืบสวนที่ 42/2569) จากการอายัดและตรวจวัดคุณภาพน้ำมันในคลังจำนวน 5 ถัง (รวมดีเซลและเบนซินกว่า 6.5 แสนลิตร) ผลวิเคราะห์ยืนยันชัดเจนว่า มีการปลอมปนสารเคมีอื่นเพื่อลดต้นทุน ทำให้น้ำมันไม่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบปมเงื่อนงำสำคัญว่า กรรมการบริษัทที่ระบุในเอกสารเป็นเพียง คนขับรถบรรทุกน้ำมัน ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นนอมินีบังหน้าเพื่อปกปิดตัวตนของนายทุนตัวจริง ซึ่งมีเบาะแสโยงไปถึงน้องชายของนักธุรกิจน้ำมันชื่อดัง ขณะนี้ดีเอสไอ อยู่ระหว่าง ขยายผลเส้นทางการเงินกว่า 200 บัญชี มุ่งเป้าทลายกลุ่มนายทุนการเมืองผู้อยู่เบื้องหลัง
คดีที่2 คือ บริษัท คลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี (คดีพิเศษที่ 59/2569) เข้าข่ายความผิดฐาน “กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร” พฤติการณ์คือ บริษัทได้รับน้ำมันจากโรงกลั่นในภาคตะวันออกแล้ว และมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่คลังน้ำมันแห่งนี้กลับจงใจไม่จ่ายออกน้ำมันให้ลูกค้า ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันคงคลังสูงผิดปกติในช่วงที่ประเทศกำลังประสบภาวะขาดแคลน โดยในสัปดาห์นี้ (18–22 พ.ค.) ทีมสอบสวน DSI ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำพยานและรวบรวมหลักฐานแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.การควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ แล้ว
ประเด็นสุดท้ายคือ ความผิดปกติของเรือขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 99 เที่ยวเรือ ซึ่งพบล่าสุดว่ามีเรือ 3 ลำ จาก 3 บริษัท มีพฤติกรรม “ประวิงเวลาชะลอการขนส่งและลอยลำนิ่งกลางทะเล” ไม่ยอมเข้าเทียบท่าคลังน้ำมัน
นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปพลังงานยังได้ส่งมอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือที่กรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนอีก 166 ฉบับ ให้ดีเอสไอขยายผล เนื่องจากต้องสงสัยว่าอาจถูกนำมา “เวียนใช้” เพื่อทำให้น้ำมันล่องหนหายไปกลางทะเลถึง 60 ล้านลิตร ขณะนี้ ดีเอสไอกำลังส่งทีมลงพื้นที่ตรวจทุกลำเรือเพื่อ กู้ข้อมูลระบบ GPS และสัญญาณ AIS ในการพิสูจน์เส้นทางเดินเรือที่แท้จริง โดยยังไม่มีการแจ้งข้อหาแก่บริษัทเรือใดๆ ในขณะนี้
ทั้งนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 18 พ.ค.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต.อ ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.ผอ.ศปนม.ตร.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกันแถลงข่าว
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางราย ซึ่งเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดย DSI อยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ ประกอบด้วย คดีกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ คดีตรวจสอบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ และการเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 7 จุด
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้
ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่ จ.อ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือนอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันดีเอาไอยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า วันนี้เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความเอาผิดกับ 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

