อธิบดีดีเอสไอ เผย 6 โรงกลั่นน้ำมัน ปิดบังเอกสารสำคัญใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ 166 ฉบับ ช่วงไทยประสบปัญหาวิกฤติตะวันออกกลาง
จากกรณีที่พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้า การสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะกรณีของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศไทยที่พบความผิดปกติจากหลักฐานการร้องทุกข์กล่าวโทษโดยกรมธุรกิจพลังงาน อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 คณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้นำเอาพยานหลักฐานเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาขอให้ดีเอสไอขยายผลตรวจสอบ
โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องด้วยตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ ใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ 1.ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง 2.วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง 3.ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง 4.ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง 5.เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง 6.วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง 7.ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง และ 8.ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง
ซึ่งปรากฏว่าในบางโรงกลั่นกลับไม่ได้ระบุรายละเอียดบางหัวข้อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ ไม่ระบุวันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง ไม่ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง ไม่ระบุวันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง เป็นต้น มันก็อาจทำให้เกิดการเวียนใช้ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ยังไม่ถือว่าเป็นการกักตุนน้ำมัน แต่หากมองดูบทบาทความสำคัญของการกรอกรายละเอียดในเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่กรอกให้ครบถ้วนทุกหัวข้อ ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงาน และมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 รวมแล้วมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ซึ่งแม้อัตราโทษน้อย แต่พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาเป็นรายกรรม เพราะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ โดยใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ถือเป็นความผิด 1 กรรม ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน อาจเป็นช่องโหว่เปิดโอกาสให้ไปกระทำความผิดได้ เช่น ใน 166 รายการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ก็มีการกระทำจำนวนรายการมากน้อยต่างกันไป เช่นบางโรงกลั่นกระทำแค่ครั้งเดียว บางโรงกลั่นกระทำ 1-2 ครั้ง แต่บางโรงกลั่นกระทำสูงถึงหลาย 10 ครั้ง
จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจกระทำการใดหรือไม่ แต่ตอนนี้เราก็มีข้อมูลประมาณ 70-80% แล้วที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำที่เป็นการจงใจแน่นอน ซึ่งระหว่างนี้คณะพนักงานสืบสวนก็ต้องดำเนินการขยายผลสืบสวนสอบสวนปากคำอีกสักระยะหนึ่ง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะคลี่คลายกระจ่าง และจะได้มีการเรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณา พฤติการณ์ความผิดและพยานหลักฐาน ก่อนมีมติร่วมกันเพื่อออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง คณะพนักงานสืบสวนพบความผิดปกติของกรรมการบริหารบริษัทจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทในโครงสร้าง (นายอุดม ดารุณิกรณ์) มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นนอมินีหรือตัวแทนอำพราง เพราะในการสั่งจ่ายเงินหรือในการรับประโยชน์ของบริษัท มันไปตกอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งแทน ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ก็มาจากการขยายผลดูเส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารนิติบุคคลที่ไปเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกโครงสร้างกรรมการบริษัท โดยเป็นการจ่ายเงินตอบแทนไปยังบุคคลอื่นแทนที่จะจ่ายเงินเข้าบัญชีกรรมการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครือข่ายญาติพี่น้องของนักธุรกิจน้ำมันชื่อดัง และเมื่อตรวจดูฐานะอาชีพศักยภาพของกรรมการบริษัทที่ปรากฏชื่อ (นายอุดม…) ก็ไม่สมฐานานุรูปกับสินทรัพย์บริษัทที่มีมูลค่าสูงหลักพันล้านบาท
ทั้งนี้ คณะพนักงานสืบสวนได้มีการออกหมายเรียกพยานแก่กรรมการบริษัทและบุคคลที่พบความเกี่ยวข้องทางเส้นทางการเงินของบัญชีนิติบุคคลบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง มาให้ปากคำในฐานะพยาน โดยคาดว่าถ้อยคำให้การและคำชี้แจงต่าง ๆ จะสามารถใช้ประกอบดูรายละเอียดพยานหลักฐานของพนักงานสืบสวนได้ และเมื่อพบการกระทำความผิด ก็จะได้ นัดหมายประชุมคณะพนักงานสืบสวนเพื่อมีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันพุธที่ 20 พ.ค.69 เวลา 10.45 น. ที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน จะร่วมกันเดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ “ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ”
รายงานด้วยว่า 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานนำเอาพยานหลักฐานสำคัญ ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ
เมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 มีดังนี้ 1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) กำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท. 2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) กำลังการกลั่น 145,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท. 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC กำลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) กำลังการกลั่น 120,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (รวมโรงกลั่นบางจากพระโขนง) 5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) กำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (เดิมคือ ESSO) และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC) กำลังการกลั่น 175,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก เชฟรอน (Chevron)

