ครอบครัวนิมนต์พระเชิญวิญญาณ น้องแทน ก่อนรับศพจากสถาบันนิติเวชฯ ญาติเผยพูดได้ 6 ภาษา เพิ่งกลับจากออสเตรเลีย ด้านเพื่อนเผยนาทีรู้ข่าวร้าย หลังพ่อโทรแจ้งกลางดึก
จากกรณีรถไฟขนส่งสินค้า ชนรถปรับอากาศประจำทาง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคม บริเวณริมทางรถไฟ สถานีรถไฟอโศก ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุสลด ญาติของ นายทีฆา อุตมากร หรือ แทน อายุ 35 ปี ประกอบด้วยพ่อ แม่ ป้า และกลุ่มเพื่อน เดินทางมาเชิญดวงวิญญาณ โดยนิมนต์พระจากวัดตรีทศเทพวรวิหาร 1 รูป เพื่อประกอบพิธี พร้อมทั้งนำน้ำ อาหารและขนมมาประกอบพิธี

โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ภายหลังจากการเชิญวิญญาณเสร็จ ครอบครัวได้เดินทางไปรับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดตรีทศเทพวรวิหาร เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี น.ส.วชิรา สร้อยนาค คุณป้าของแทน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ มีน้ำตาคลอ ว่า ขณะนี้ครอบครัวต้องยอมรับความจริงว่าได้สูญเสียหลานชายอันเป็นที่รักไปแล้ว ซึ่งยังไม่อยากพูดถึงการเยียวยา เพราะเพิ่งสูญเสียหลานชายไป โดยเหตุกาณ์นี้ กระทบกระเทือนจิตใจพ่อแม่ของน้อง และทุกคนเจ็บปวดมากพอแล้ว และขอเพียงอย่างเดียวคืออยากให้ทุกฝ่ายอย่าไปกล่าวโทษ หรือซ้ำเติมเลย

โดยครอบครัวมีลูกชายเพียงสองคน และน้องแทนเพิ่งกลับจากประเทศออสเตรเลียได้ราว 5 ปี หลังตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ครอบครัว เพราะไม่อยากให้ถึงวันที่พ่อแม่แก่ชราหรือจากไปแล้วตนไม่ได้อยู่ดูแล
ญาติ เล่าย้อนถึงความผูกพันว่า ตนเป็นผู้เลี้ยงดูน้องแทนมาตั้งแต่วัยเด็ก ในช่วงที่แม่ยังขับรถไม่ได้ มักอุ้มหลานมาฝากไว้ก่อนออกไปทำงาน ทำให้มีความผูกพันกันมาก พร้อมระบุว่าน้องแทนเป็นคนอารมณ์ดี คอยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนรอบตัวเสมอ
นอกจากนี้ น้องแทนยังเป็นคนดูแลครอบครัว โดยเฉพาะคุณยายที่รักและผูกพันกันมาก แม้ช่วงที่อยู่ต่างประเทศก็ยังส่งยาและของใช้กลับมาดูแลอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งเมื่อคุณยายทราบข่าวการเสียชีวิต ถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ แม้ปกติจะเป็นคนเข้มแข็งก็ตาม

คุณป้า ยังเปิดเผยว่า น้องแทนเป็นคนมีความสามารถสูง พูดได้ถึง 6 ภาษา มีความเก่งมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่เวลาพูดคุยผ่านแชตกับคนในครอบครัว ก็มักใช้ภาษาอังกฤษจนผู้ใหญ่ต้องบอกให้เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย โดยหัวหน้างานยังชื่นชมว่าเป็นคนมีศักยภาพและอนาคตไกล
ก่อนเกิดเหตุ น้องแทนมีนัดกับเพื่อนชาวต่างชาติ 4 คน ที่ห้างสรรพสินค้าย่านซีคอนในช่วงเวลา 17.00 น. เพื่อพาเพื่อนไปเที่ยว เพราะเป็นคนที่มีความสามารถด้านภาษา พูดได้หลายภาษา และมักช่วยดูแลเพื่อนต่างชาติอยู่เสมอ วันนั้นยังเตรียมยาไทยและยาเขียวไปฝากเพื่อนด้วย

แต่เมื่อถึงเวลานัด เพื่อนเริ่มผิดสังเกตเพราะน้องแทนไม่ใช่คนผิดเวลา กระทั่งช่วงประมาณ 18.00 น.จึงติดต่อไปยังแม่เพื่อตามตัว โดยในตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าน้องแทนจะอยู่บนรถคันที่เกิดเหตุ จึงโทรศัพท์ตามหา ก่อนที่แม่จะโทรมาสอบถามว่าหลานไปที่บ้านป้าหรือไม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า “แทน” จะอยู่บนรถเมล์สาย 206 เนื่องจากเดิมแม่ไปส่งที่บางหว้า และแนะนำให้นั่งแอร์พอร์ตลิงก์ แต่ “แทน” พิมพ์ข้อความไว้ในแชตคุยกับเพื่อนว่า “ฉันจะไปทางที่ช้าที่สุด” เนื่องจาก แทนออกเดินทางก่อนเวลานัดหมายนาน
ต่อมาภายหลังพบข้อความในแชตที่น้องแทนพิมพ์ไว้ว่า “ฉันจะไปทางที่ช้าที่สุด” คาดว่าเนื่องจากเห็นว่ายังมีเวลาเหลือ จึงเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารแทน
หลังเกิดเหตุ ญาติซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจได้ช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยช่วงแรกยังไม่พบชื่อของน้องแทนในรายชื่อ 32 คนแรก ก่อนที่หัวหน้างานจะส่งรายชื่อกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 8 คนให้ช่วยตรวจสอบ เนื่องจากบางรายยังไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ชัดเจน จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ครอบครัวจึงได้รับข่าวร้าย สร้างความเสียใจและสะเทือนใจอย่างหนักแก่คนในบ้าน

ญาติกล่าวอีกว่า ปกติน้องแทนไม่ค่อยใช้รถเมล์ เพราะแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมักดูแลเรื่องการเดินทาง แต่ตัวน้องแทนเป็นคนเรียบง่าย ติดดิน แม้มีรายได้ดีแต่ก็ใช้ชีวิตธรรมดา เข้ากับคนได้ทุกระดับชั้น เป็นมิตรกับทุกคน สะท้อนจากการมีเพื่อน รุ่นพี่ อาจารย์ และคนใกล้ชิดจำนวนมากเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย
ส่วนเรื่องการเยียวยา ญาติเปิดเผยว่า ฝ่ายรถไฟ และ รถเมล์ ได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นการสอบถามเรื่องการช่วยเหลืองานศพ ซึ่งครอบครัวยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเยียวยา เพราะมองว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกของแต่ละหน่วยงาน และไม่อยากเหมารวมว่าทั้งองค์กรผิดทั้งหมด เนื่องจากทุกหน่วยงานมีทั้งคนดี คนประมาท และคนไม่ประมาท

เมื่อสอบถามว่าอยากฝากอะไรเป็นอุทาหรณ์หรือไม่ คุณป้ากล่าวว่า เวลาเกิดเหตุมันก็มีอุทาหรณ์ตลอด แล้วก็วัวหายล้อมคอก ป้าขอไม่พูดดีกว่า แล้วป้าก็เชื่อว่าเดี๋ยวมันก็เกิดอีก เป็นสัจธรรมของมนุษย์ เวลาเกิดอุบัติเหตุครั้งก่อน เราก็มองว่าครอบครัวน่าจะสูญสลาย วันนี้เรารู้แล้วค่ะว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร แต่ก็ขอให้ทุกคนอยู่กับความไม่ประมาท อย่าให้มันเกิดขึ้นก่อนแล้วก็มาแก้ไข ก็คิดดีทำดี เวลาเกิดเหตุก็อย่าไปโทษใคร พอเกิดแล้วถึงคนเขาประมาทเขาก็คงเสียใจพอสมควร ก็ขออโหสิ
ต่อมาเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ครอบครัวของน้องแทน อายุ 33 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ได้เดินทางมาติดต่อขอรับร่างของน้องแทนเพื่อนำไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีเพื่อนสนิทและคนใกล้ชิดทยอยเดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
“ญาณินทร์” เพื่อนสนิทของแทน เปิดเผยว่า รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และใช้ชีวิตผูกพันกันมาตลอด เพราะต่างเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ด้วยกัน บางวันถึงขั้นไปนอนรอที่บ้านแทน เพื่อจะได้ตื่นไปโรงเรียนพร้อมกันตั้งแต่เช้ามืด

เพื่อนของผู้เสียชีวิตเล่าว่า แทนเป็นคนอัธยาศัยดี ร่าเริง และเป็นที่รักของเพื่อน ๆ ทั้งในกลุ่มสวนกุหลาบ รุ่น 128 รวมถึงเพื่อนสมัยทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย “ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน ก็มีแต่คนรัก ไม่มีใครไม่เอ็นดูเขา”
สำหรับคืนเกิดเหตุ ช่วงแรกไม่มีใครคิดว่าแทนจะอยู่ในเหตุการณ์ เพราะระหว่างทำงานก็เห็นข่าวอุบัติเหตุทั่วไป กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. พ่อของแทนโทรศัพท์เข้ามา แต่ตนไม่ได้รับสายเนื่องจากเข้านอนแล้ว ก่อนจะสะดุ้งตื่นช่วงตี 4 และเห็นข้อความว่า “ถ้าตื่นแล้วโทรกลับด่วน แทนประสบอุบัติเหตุ” ทำให้รีบโทรกลับทันทีและทราบข่าวร้าย
เพื่อนของแทนยังเผยอีกว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั้งคู่ยังพูดคุยหยอกล้อกันตามปกติ รวมถึงคุยเรื่องตัวเลขลอตเตอรี่ โดยพ่อของแทนยังส่งข้อความมาแสดงความยินดีเรื่องโชคดีบางอย่างกับตนอยู่เลย ไม่มีใครคิดว่านั่นจะเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้าย

หลังทราบข่าว ทุกคนพยายามช่วยกันไล่เรียงไทม์ไลน์ เนื่องจากวันเกิดเหตุ แทนมีนัดพบเพื่อนชาวต่างชาติย่านศรีนครินทร์ โดยก่อนออกจากบ้านยังปรึกษาพ่อแม่เรื่องเส้นทางว่าจะนั่งรถไฟฟ้าหรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ดี ก่อนที่แม่จะไปส่งที่สถานี และแทนยังโบกมือลาพ่อแม่ พร้อมบอกว่า “เดี๋ยวเย็นนี้เจอกันนะ”
แต่เมื่อถึงช่วงเย็น เพื่อน ๆ กลับไม่สามารถติดต่อแทนได้ แม้จะโทรหาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณ 16.00-20.00 น. จนเริ่มคาดว่าเจ้าตัวอาจเปลี่ยนใจไปนั่งรถเมล์ เพราะปกติเป็นคนชอบนั่งรถโดยสารเพื่อพักผ่อนระหว่างเดินทาง ก่อนจะมาทราบภายหลังว่า แทนอยู่บนรถเมล์สาย 206 คันที่ถูกรถไฟพุ่งชน
เพื่อนผู้เสียชีวิตกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่โหดร้าย และไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ แม้ไม่อาจระบุได้ชัดว่าเป็นความผิดพลาดจากฝ่ายใด ระหว่างคนขับรถไฟ คนขับรถโดยสาร หรือระบบป้องกันในพื้นที่ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยสะสมจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม

“หนูไม่รู้หรอกว่ามันผิดพลาดจากตรงไหน แต่สุดท้ายความโชคร้ายมันเกิดขึ้นกับเพื่อนหนู ที่ต้องขึ้นรถเมล์คันนั้นพอดี” เพื่อนผู้เสียชีวิตกล่าวทั้งน้ำตา
ทั้งนี้ เพื่อน ๆ ยังคงผลัดเปลี่ยนกันมาอยู่เคียงข้างครอบครัว เพื่อช่วยดูแลสภาพจิตใจของพ่อแม่ผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน และมองพ่อแม่ของแทนเสมือนคนในครอบครัว ก่อนกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอาลัยว่า “ขอให้แทนไปอยู่ในที่ที่สวยงาม”
ขณะเดียวกัน ครอบครัวของ นางสาวเทียม พวงยอด อายุ 57 ปี อาชีพแม่บ้านในบริษัทแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตอีกรายจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้เดินทางมายื่นเอกสารขอรับศพเช่นกัน เพื่อนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดบ้านกระต่ายด่อนน้อย อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 2 รายที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ ขณะนี้มีญาติเดินทางมาติดต่อเพื่อตรวจดีเอ็นเอเทียบเคียงแล้ว โดยอยู่ระหว่างเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.มักกะสัน ก่อนเข้าเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอที่สถาบันนิติเวชฯ ในช่วงบ่ายวันนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเหลือผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย ที่ยังไม่มีญาติติดต่อเข้ามา ทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ จึงขอประชาสัมพันธ์ หากครอบครัวใดมีบุคคลสูญหาย สามารถติดต่อสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 02-207-6108


