ผบ.ตร. ชี้ อดีตตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วย เป็นดุลพินิจ แอ่นอกรับ หากผิด พร้อมฟันวินัย-อาญา โต้ หากไม่จริงต้องแจงสังคม ยัน ใช้ยาแรง ฟันตร.อุ้มรีดไถ ลั่น ต้องกำจัดเห็บหมัด ให้ออกราชการไว้ก่อน
เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ ถึงการดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์และเก็บส่วยทั่วประเทศ ว่า ตนเป็นคนไม่ตอบโต้ใคร และไม่ขอระบุชื่อ ซึ่งองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่กล่าวหากันแบบนี้ ซึ่งฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาเสนอแนะเรื่องขึ้นมาและใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ สตช.ควรกระทำ และไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้พึงระลึกว่า สตช.เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ส่วนจะคิดถึงองค์กรที่เคยอยู่หรือไม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง
เมื่อถามว่าถือว่าฟ้องในเรื่องดังกล่าวช้าไปหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า อย่างที่บอกว่าไม่ตอบโต้ใคร แต่อย่าให้ร้ายองค์กร จึงต้องมีมาตรการ โดยมอบให้โฆษก ตร.รับทราบแล้วว่า ถ้าเราผิดต้องยอมรับ และให้แนวคิดผู้ใต้บังคับบัญชาผิดก็ต้องยอมรับ เราดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางวินัยและอาญา หากเป็นเรื่องไม่จริงต้องให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและสังคมรับทราบว่าเราทำงานข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน สิ่งที่ออกมาตามกระแสหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยใช้ใช้วิวัฒนาการเทคโนโลยีข้อเท็จจริง มีวิจารณญาณต้องมีวิจารณญาณและให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
- บิ๊กต่าย ฟ้องหมิ่นฯ พ.ต.อ.วิรุตน์ พาดพิงตร.เป็น องค์กรอาชญากรรม-เก็บส่วยทั่วปท.
- บิ๊กต่าย กร้าว รับไม่ได้ต่างด้าว ถือครองแผ่นดินไทย เปิดปฏิบัติการ ปราบนอมินี เร็วๆนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคำกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า สิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดในทางลบ บางมุมมีประโยชน์ ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่าเป็นตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญเพิ่มว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุขและความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ ปลอดภัย และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม นั่นคือข้อมูลคำพูด สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาหาตำรวจ จึงควรเปิดใจและรับในสิ่งที่ควรปรับปรุง ปรับตัวให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไรและจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องทำงานตามกฎหมายแบบไหน ตัวเราเองควรจะรู้จักตัวเอง และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติทุกระดับชั้น

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์ ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากอดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือออกจากราชการก่อน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ในอดีต ตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจที่พ้นจากราชการไปแล้ว ส่วนใหญ่มองว่านี่คือบ้านหลังหนึ่งที่เคยอยู่อาศัย แต่คำว่าตำรวจไม่ได้หมดไปจากสายเลือด โดยตอบแทนในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อาจมีบางคนที่ขณะรับราชการอยู่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผิดหวังหรือไม่มีความสุข พอพ้นไป บางคนมองว่าเรื่องอย่างนี้แค่หาข้อมูลมาพูด แต่จะจริงเท็จแค่ไหนต้องพิสูจน์ ต้องมีกระบวนการที่ร้องทุกข์กล่าวโทษฟ้องร้องกันให้เกิดความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องแอ่นอกรับตรงนี้คือบทพิสูจน์ของข้อเท็จจริง
เมื่อถามกรณีที่มีข่าวขบวนการตำรวจ นำโดย ผู้กองตี๋ เกี่ยวข้องกับกรณีอุ้มชาวจีนลักลอบเข้าเมือง ไปกักขังหน่วงเหนี่ยวเรียกค่าไถ่ ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้ให้รายงานมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะพิจารณาเอง เบื้องต้น เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แล้ว และคิดว่าเราแสดงความจริงใจในการทำงาน และรู้จักกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ และกำชับไม่ให้ปล่อยไว้แม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ต้องดำเนินการใช้ยาแรงและจับกุมทันที
ซึ่งทีมสืบสวนของ ตม. เดินหน้าตามคำสั่งของตนขั้นเด็ดขาด แม้จะเป็นตำรวจก็ต้องดำเนินคดีให้หมดทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุม ขณะที่พื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และได้เห็นจากเหตุการณ์เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด เรื่องการดำเนินส่วนการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ หากพฤติการณ์ในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเข้ากฎหมายใดก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจเหล่านี้ไว้เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงาน ที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ให้รายงานขึ้นมาโดยที่ใน สตช.จะดำเนินการเอง นโยบายยืนยันว่าเด็ดขาดจะไม่มีการช่วยเหลือและดำเนินการขั้นเด็ดขาดจริงจังกับทุกคดี


