ลูกสาวร้อง วงจรปิดจับภาพพ่อสมองเสื่อม เข้าผิดบ้าน ถูกเจ้าของบ้านทำร้ายสาหัส ซ้ำคู่กรณีโกหกอ้างปีนรั้ว
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ สำนักงานเพจสายไหมต้องรอด ลูกสาวของผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียน โดยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า บิดาของเธอมีนิสัยเดินออกกำลังกายในหมู่บ้านเป็นประจำ แต่ในวันเกิดเหตุ บิดาได้เดินกลับบ้านและเกิดจำบ้านผิดหลัง เนื่องจากเดินเข้าซอยที่ไม่ถูกต้อง
โดยบิดาเดินเข้าไปในซอย 8 ขณะที่บ้านของเขาอยู่ในซอย 9 (บ้านที่บิดาจำผิดนั้นตั้งอยู่ในซอยข้างเคียงและมีตำแหน่งใกล้เคียงกัน) เมื่อบิดาไปเขย่าประตูรั้วของบ้านคู่กรณี หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดความเข้าใจผิดและเดินออกมา โดยระยะทางอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงบ้านของตนเอง แต่ในขณะนั้น เจ้าของบ้านที่บิดาไปเคาะประตูได้ตามมาด่าทอและผลักจนล้มลง ก่อนที่จะถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ทั้งการต่อยและเตะ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในขณะที่คู่กรณีอ้างว่าผู้เสียหายได้ปีนรั้วเข้าไปในบ้านของเขาและมีเจตนาจะทำร้าย จึงได้ทำการป้องกันตัวด้วยการต่อยไปหนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบจากภาพวงจรปิดของเพื่อนบ้าน พบว่าความจริงไม่เป็นเช่นที่คู่กรณีอ้าง เนื่องจากผู้เสียหายถูกทำร้ายอย่างรุนแรง หลังจากเกิดเหตุ ผู้เสียหายถูกนำส่งโรงพยาบาลและต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 3 วัน ผลการตรวจร่างกายของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายมีอาการบาดเจ็บที่รุนแรง รวมถึงเลือดคั่งในสมอง เลือดคั่งในตา กะโหลกใบหน้าแตก และจมูกหัก
เมื่อสอบถามผู้เสียหายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายกล่าวว่าไม่สามารถจำเหตุการณ์ได้ และเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ คู่กรณีไม่สอบถามถึงที่มาที่ไปก่อน แต่กลับตามมาด่าทอและทำร้ายร่างกายผู้ที่ไม่มีทางสู้ พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ไม่ตรงกับความจริง
ในวันรุ่งขึ้น (27 พฤษภาคม) ผู้เสียหายได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ สภ. ธัญบุรี แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้า และผู้เสียหายรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย เนื่องจากทราบว่าคู่กรณีเป็นเซียนพระที่เปิดแผงพระในย่านคลอง 9 และมีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ อีกทั้งยังรู้จักตำรวจจำนวนมาก จึงได้มาร้องเรียนผ่านเพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอให้ช่วยประสานติดตามเรื่องคดี

ลูกสาวของผู้เสียหายยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายมีอาชีพเป็นนายช่างประจำปั๊มน้ำมัน แห่งหนึ่งในย่านคลองหลวง แต่เมื่อสองปีก่อนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินจำนวน 500,000 บาท ทำให้เกิดความเครียดจนมีอาการหลงลืม ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จึงถูกให้ออกจากงาน หลังจากนั้นลูกสาวจึงพามาอยู่ดูแลที่บ้านได้ 6 เดือนแล้ว แต่ผู้เสียหายยังคงมีอาการหลงลืมอยู่จนถึงปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน ผู้เสียหายมีความสามารถในการพูดคุยตอบโต้ช้าลงกว่าเดิม เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายได้ตอบสั้น ๆ ว่ายังรู้สึกเจ็บแผล และต้องการให้คู่กรณีขอโทษ แม้จะยังรู้สึกโกรธ แต่ก็ให้อภัย
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้เปิดเผยว่าจะประสานผู้กำกับการ สภ. ธัญบุรี เพื่อช่วยติดตามคดี และดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากถือว่าเข้าข่ายความผิดร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ว่าจะเป็นเซียนพระที่มีอิทธิพลเพียงใด หรือมีความสัมพันธ์กับตำรวจมากเพียงใด ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและต้องถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนด


