ACSC ผนึก CIB ปฏิบัติการ CASH OUT ตัดวงจรเครือข่ายสแกมเมอร์ ฟอกเงินผ่านการซื้อสินค้าจากห้างดัง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.ธนะ ว่องทรง, พ.ต.ท.อัมรินทร์ เลิศอาวาศ, พ.ต.ท.บุรินทร์ กะปิตถา ปรก.รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ
เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น/จับกุม นำโดย พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง, พ.ต.ท.จักรพงษ์ รุ่งกำจัด, พ.ต.ท.ธนนชัยย์ ศรีบุญจันทร์, ว่าที่ พ.ต.ท.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท., พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน)ฯ, พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ ปรก.สว.กก.2 บก.ปอท. กับพวก ร่วมกันจับกุม นายสุเมธฯ อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2495/2569 ลงวันที่ 30 เม.ย.69, นายเศรษฐวิชญ์ฯ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2496/2569 ลงวันที่ 30 เม.ย.69ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้การกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”
โดยจับกุม ได้ที่ จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรสาคร สืบเนื่องจากตั้งแต่ต้น ปี พ.ศ.2569 มีคดีฉ้อโกงออนไลน์ในลักษณะคอลเซ็นเตอร์ ประเภทการข่มขู่ทางโทรศัพท์ มีสถิติคดีสูงขึ้น ซึ่งประเภทคดีดังกล่าว มิจฉาชีพจะโทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์, เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนต่างๆ โดยจากการตรวจสอบผ่านระบบ thaipoliceonline หรือระบบแจ้งความออนไลน์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 พบ คดีในลักษณะข้างต้น กว่า 630 คดี ความเสียหาย เกือบ 120 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ได้ทำการสืบสวน กรณีผู้เสียหายรายหนึ่ง แจ้งความว่า มีคนร้ายได้โทรศัพท์ติดต่อมาหาผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายหนึ่ง ออกอุบายหลอกลวงว่า ผู้เสียหายได้นำบัตรประชาชน ไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ที่จังหวัดเลย และหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว ถูกนำไปใช้โทรหลอกผู้เสียหายคนอื่น จากนั้นคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายติดต่อกับไลน์ชื่อว่า “สภ.เมืองเลย” โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และให้ผู้เสียหายโอนเงินมาตรวจสอบ โดยอ้างว่าหลังจากโอนเงินมาแล้ว จะมีการโอนเงินคืนให้ ซึ่งด้วยความกลัว ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปยังบัญชีม้าที่คนร้ายเตรียมไว้ ต่อมาภายหลังผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูก จึงได้โทรแจ้ง 1441 ของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จากการร่วมบูรณาการประสานงานกัน ระหว่างศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กับ บริษัท โทรคมนาคม และ ธนาคาร จนทราบว่า กลุ่มคนร้ายในคดีนี้ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งกลุ่มที่หลอกลวง และกลุ่มที่รับฟอกเงิน โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการจับกุมกลุ่มคนร้ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับโทรหลอกลวงผู้เสียหาย รวม 3 ราย สามารถตรวจยึด เครื่องซิมบ็อกซ์, เราเตอร์ไวไฟ, โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายอย่าง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลในกลุ่มแก๊งฟอกเงิน จนกระทั่งทราบถึงรูปแบบวิธีการยักย้ายถ่ายเทเงิน และเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน โดยกลุ่มคนร้ายมีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย ไปซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นต้น และนำไปขายต่อให้กับร้านขายของชำทั่วไป ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อแปลงสภาพหรืออำพรางเส้นทางการเงิน
จากการสืบสวน มีนายเศรษฐวิชญ์ นายทุนคนไทย มีหน้าที่ ติดต่อประสานงานกับ บอสชาวจีน กลุ่มฟอกเงิน ที่ใช้บัญชีม้าหรือบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง เพื่อสแกนจ่ายค่าสินค้า ประเภท เหล้า เบียร์ ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยจะว่าจ้างนายสุเมธฯ เป็นผู้ติดต่อสั่งซื้อสินค้ากับห้างฯ และรับขนส่งสินค้า ประเภทเหล้า เบียร์ เพื่อไปขายต่อให้กับร้านค้าทั่วไป ก่อนจะนำเงินสดที่ได้ไปส่งมอบให้กับบอสชาวจีน

ส่วนนายสุเมธ มีหน้าที่ หาคนใกล้ชิด มาสมัครสมาชิกกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อซื้อเหล้าเบียร์ และบุหรี่ เป็นจำนวนมาก โดยก่อนที่จะซื้อสินค้าจากห้างฯ นายสุเมธ จะเข้าไปติดต่อขอสั่งซื้อแล้วถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด เพื่อสแกนจ่ายค่าสินค้า ให้กับนายเศรษฐวิชญ์ หลังจากนั้น จะนำสินค้าไปตระเวนขายให้กับร้านขายของชำทั่วไป ในราคาถูกกว่าปกติ และนำเงินสดไปมอบให้กับนายเศรษฐวิชญ์ จนกระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันจับกุม นายสุเมธ และนายเศรษฐวิชญ์ กลุ่มฟอกเงินผู้เปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาฯ ได้ ที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.นนทบุรี พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สอบถามปากคำเบื้องต้น หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนมีบริษัท โลจิสติกส์ รับส่งสินค้าทั่วไป ต่อมาได้รู้จักกับบอสชาวจีน ซึ่งอ้างว่า มีเงินลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ต้องการเลี่ยงภาษี และนำมาลงทุนในประเทศไทย ตนจึงเสนอวิธีการ ให้นำเงินไปซื้อสินค้าประเภท เหล้า เบียร์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีสามารถซื้อขายในท้องตลาดได้ง่าย และมูลค่าไม่ได้ลดลงไปตามกาลเวลา โดยจะเลือกสินค้าในห้างขนาดใหญ่ เพื่อความน่าเชื่อถือ โดยตนและกลุ่มบอสชาวจีน จะสร้างกลุ่มแชตเทเลแกรม เพื่อพูดคุย สั่งสินค้า สแกนจ่ายเงิน ซึ่งแต่ละครั้งจะตกลงกันว่า จะรับเหล้า เบียร์ จำนวนเท่าไหร่ และสั่งการให้นายสุเมธฯ ไปติดต่อสั่งซื้อกับห้างฯ แล้วถ่ายรูปคิวอาร์โค้ดเพื่อจ่ายค่าสินค้า จากนั้นจะส่งภาพคิวร์อาร์โค้ดต่อให้กับบอสชาวจีน หลังจากนั้น
นายสุเมธ จะนำสินค้า ประเภทเหล้า เบียร์ ไปขายต่อให้กับร้านค้าทั่วไป และตนจะนัดรับเงินสดจากนายสุเมธ ภายหลังบอสชาวจีน ก็จะนัดตนไปเจอตามโรงแรม หรือสถานที่ต่างๆ ตามแต่จะตกลง เพื่อส่งมอบเงินสดให้กับบอสชาวจีน และตนจะได้ค่าดำเนินการ 5% ต่อยอด
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน ปัจจุบันรูปแบบการฟอกเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย มีหลากหลายวิธี ทั้งเปลี่ยนแปลงเป็นเงินดิจิทัล หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน นำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์, ทองคำ หรือแม้กระทั่งสินค้าบริโภคอุปโภค ซึ่งกลุ่มคนร้ายอาจจะมีการอ้างกับร้านค้าทั่วไปว่าเป็นสินค้าจากห้างฯ มีความน่าเชื่อถือ หรือราคาถูกลง ซึ่งรูปแบบการกระทำดังกล่าวล้วนเป็นกลอุบายของขบวนการฟอกเงินแก๊งแสกมเมอร์ และประชาชนทั่วไปอาจตกเป็นเครื่องมือ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ให้ช่วยตรวจสอบลูกค้า ที่เข้ามาสมัครสมาชิก และการโอนเงิน หากชื่อบัญชีธนาคารไม่ตรงกัน หรือลูกค้ารายใดมีพฤติกรรมผิดปกติ ขอให้รีบแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในท้องที่ หรือแจ้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ให้เข้าตรวจสอบในทันที เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งแสกมเมอร์ ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน




