ส่อวุ่น ศาลปกครองสูงสุด มีคำนิจฉัย การสรรหา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดีเอสไอปี57 ไม่ชอบ ส่งผล อธิบดี-รองอธิบดี ต้องย้อนกลับสู่ตำแหน่งเดิม อดีตปลัดยธ.จ่อโดนฟ้องอาญา
มติชนออนไลน์ – รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีความเห็นตามศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ดีเอสไอ ในกระบวนการแต่งตั้ง ในกระบวนการแต่งตั้ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) จำนวน 16อัตรา เมื่อปี2557 โดยคดีดังกล่าวนั้น มีข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ 3 ราย ณ ขณะนั้น ได้ไปฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการประเมินผลงาน เพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ), อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) , ปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
เนื่องจากเห็นว่าออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฏหมาย ไม่ได้รับความเป็นในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) ต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา เพิกถอนผลและกระบวนการคัดเลือกข้าราชการฯ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557เพื่อคืนความชอบธรรมและเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ให้โปร่งใสตามระบบคุณธรรม โดยก่อนหน้า คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)ได้ยกคำร้อง ทางผู้ฟ้องคดี จึงนำเรื่องไปฟ้องศาลปกครอง
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้น เมื่อช่วงปี 2557 ดีเอสไอได้เปิดรับสมัครคัดเลือกข้าราชการ เพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) รวม 11 กลุ่มตำแหน่ง จำนวน 16 อัตรา ซึ่งกลุ่มของผู้ฟ้องคดี ทั้ง 3 ราย นั้น มีคุณวุฒิสูง มีอาวุโสประมาณ 10 ปี ได้ยื่นสมัครและนำเสนอผลงาน แต่เมื่อผลประกาศออกมาในรอบรักษาการ (ธ.ค. 2557) และรอบแต่งตั้งจริง (ปี 2558-2559) กลับไม่มีของกลุ่มผู้ร้องแม้แต่ตำแหน่งเดียว จึงทำการยื่นทักท้วงและร้องทุกข์ แต่ ก.พ.ค. ( ผู้ถูกฟ้องที่4 ) แต่ถูกยกคำร้อง
จากนั้นจึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง ทั้งนี้ กลุ่มผู้ร้องนั้นได้นำเสนอถึงข้อพิรุธต่อศาล ให้หลายประเด็น โดนผู้ฟ้องคดีได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการคัดเลือกส่อ ไปในทางมิชอบและขัดต่อระบบคุณธรรมในหลายแง่มุม อาทิเช่น เปลี่ยนวันส่งผลงานกะทันหัน มีการเลื่อนวันนำเสนอผลงานหลายรอบ จนสุดท้ายขยับมาเป็นวันที่ 30 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่กรรมการคัดเลือกบางท่านจะเกษียณอายุราชการ และประธานกรรมการจะย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงถูกมองว่าเร่งรีบเพื่อให้คนกลุ่มเดิมมีอำนาจให้คุณให้โทษ) นอกจากนี้ยังเรื่องของการ ล็อกโควตา โดยมีการอ้างข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) จากกรรมการท่านหนึ่งระบุว่า ประธานจัดสรรโควตาให้กรรมการคัดเลือกเลือกได้คนละ 1 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลือประธานเลือกเอง
อีกทั้งยังมีเรื่องของการให้คะแนน มีการให้คะแนนดิบ 60 คะแนนเต็ม ซึ่งพบความผิดปกติในการให้คะแนนผลงาน โดยผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 16 คน ได้คะแนนเต็ม 60 คะแนนเท่ากันทุกคน ขณะที่ผู้สมัครรายอื่น รวมถึงผู้ฟ้องคดี ถูกกดคะแนนลงอย่างไม่สมเหตุสมผล ทั้งที่เป็นผลงานชุดเดียวกันแต่กรรมการให้คะแนนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เสียงข้างมากก็เคยเห็นว่าเป็นข้อพิรุธ และยังมีเรื่องเอื้อประโยชน์คนใกล้ชิด เพราะรายชื่อผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง 16 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีความคุ้นเคย กับกรรมการส่วนใหญ่ที่เป็นตำรวจเก่า และที่สำคัญมีหลายรายที่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานหน้าห้อง ของตัวคณะกรรมการคัดเลือกเอง
นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดี ยังนี้ระบุว่า เรื่องคุณสมบัติที่ไม่ตรง โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เด็กหน้าห้องบางรายที่ได้รับการแต่งตั้ง ส่งผลงานเกี่ยวกับการกลั่นกรองงานหน้าห้อง ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน ก.พ. เคยมีความเห็นว่า ไม่มีเรื่องใดเป็นคดีพิเศษ และตามเกณฑ์ต้องมีผลงานวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ แต่ผู้ได้รับคัดเลือกส่วนใหญ่กลับไม่มี
อย่างไรก็ตาม สำหรับ คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการประเมินผลงาน เพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะต้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกอบด้วย (1) พลตำรวจเอก ช. ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 หรือ อธิบดีดีเอสไอ ในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการ (2) คือ นาย พ. รองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในขณะนั้นกรรมการ (3) นาง ศ. รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในขณะนั้นกรรมการ (4) พันตำรวจโท ว. รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในขณะนั้น กรรมการ และ (5) พันตำรวจเอก พ. รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้น กรรมการ ได้ดำเนินการคัดเลือกข้าราราชการ ส่วนผู้ถูกฟ้องที่ 3 คือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผู้ถูกฟ้องที่ 4
รายงานข่าวแจ้งว่า ประเด็นการให้คะแนนศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่1 เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งในส่วนแนวความคิด ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องที่1 ใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศา ลปกครองสูงสุด เห็นฟ้องด้วยกับศาลปกครองชั้นตันพิพากษา เพิกถอนคำวินิจฉัย ผู้ถูกฟ้องที่4
ทั้งนี้ผลจากคำพิากษาศาลปกครองสูงสุด นั้น จะทำบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) ในขณะนั้น ต้องย้อนกลับไปเป็นระดับสู่ตำแหน่งเดิม ซึ่งณ เวลาปัจจุบัน บางคนกลายเป็นผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนพิเศษ อาทิ เช่น พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คนปัจจุบัน ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องกลับมาดำเนินการ เริ่มต้นกระบวนการสรรหา ในตำแหน่ง ดังกล่าวใหม่ ซึ่งจะพิจารณาทั้งในส่วนของผู้ฟ้องดคี และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง หลังจากนั้นต้องนำเรื่องเข้าอ.กพ.กระทรวง เพื่อกำหนดตำแหน่งของ กลุ่มบุคคล ดังกล่าว เป็นตำแหน่ง (ฉ) ส่วนการฟ้องร้องคดีอาญานั้น เป็นสิทธิ ของผู้ฟ้องคดี ที่จะดำเนินการ

