เขย่า ดีเอสไอ ปมสรรหา ผู้เชี่ยวชาญปี57 สู่แรงสั่นสะเทือน เก้าอี้ผู้บริหาร สายอำนาจคดีพิเศษ
กลายเป็นประเด็นร้อน สะเทือนดีเอสไอ คงไม่มีใครคาดคิดว่า “คดีปกครอง” ที่เริ่มต้นจากการร้องทุกข์ของข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ 3 คน เมื่อกว่า 10 ปีก่อน จะย้อนกลับมาสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่พิพากษายืนเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ดีเอสไอ
ในคดีสรรหา “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ)” ปี 2557 กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางกฎหมายและการบริหาร ที่อาจลากยาวไปไกลกว่าการเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่
เพราะปลายทางของเรื่องนี้ อาจหมายถึงการ “รื้อฐานตำแหน่ง” ของผู้บริหารระดับสูงในดีเอสไอ หลายคน ที่เติบโตมาจากกระบวนการแต่งตั้งดังกล่าว และอาจไม่จบแค่ศาลปกครอง แต่กำลังมีเงาของคดีอาญาเคลื่อนตามมา
จุดเริ่มต้นจาก “การร้องทุกข์ที่ไม่มีใครฟัง”
ย้อนกลับไปปี 2557 ดีเอสไอเปิดคัดเลือกข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” จำนวน 16 อัตรา ใน 11 กลุ่มตำแหน่ง ในทางราชการ ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่ “ตำแหน่งวิชาการ”
แต่คือบันไดสำคัญของสายบริหาร เพราะผู้ที่ผ่านตำแหน่งเชี่ยวชาญ ย่อมมีแต้มต่อทั้งเรื่องอาวุโส เงินประจำตำแหน่ง และเส้นทางขึ้นสู่ระดับบริหารสูง
ผู้ร้องทั้ง 3 คน ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ เห็นว่าตนเองมีคุณสมบัติครบ ทั้งประสบการณ์ ผลงาน และอาวุโส แต่เมื่อผลคัดเลือกประกาศออกมา กลับไม่มีชื่อแม้แต่คนเดียว สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมปล่อยเรื่องผ่านไป คือ “ความผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ
ทั้งการเลื่อนวันส่งผลงานหลายรอบ การกำหนดวันนำเสนอผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนกรรมการบางคนเกษียณ รวมถึงก่อนประธานกรรมการจะขยับขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม
ทั้งหมดถูกมองว่า “เร่งเกม” ก่อนเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ปม 60 คะแนนเต็ม ที่ศาลมองไม่ข้าม
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในคำพิพากษา คือรูปแบบการให้คะแนน ข้อมูลในสำนวนระบุว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งทั้ง 16 คน ได้คะแนนเต็ม 60 คะแนนเท่ากันทุกราย ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นถูกลดคะแนนลง แม้ใช้ผลงานในลักษณะใกล้เคียงกัน
สำหรับคนทั่วไป ตัวเลขนี้อาจเป็นเพียงรายละเอียดทางเทคนิค
แต่ในมุมข้อกฎหมายปกครอง สิ่งนี่ คือ “ข้อพิรุธ” สำคัญ เพราะการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง แม้กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ แต่ต้องอยู่บนหลักเหตุผล ตรวจสอบได้ และไม่เลือกปฏิบัติ
เมื่อคะแนนออกมาในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ศาลจึงมองว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
และกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ถูกเพิกถอนในที่สุด
เงา “ล็อกโควตา” – สายสัมพันธ์ในองค์กร
อีกด้านที่ถูกพูดถึงในคดี คือข้อกล่าวหาเรื่อง “ล็อกโควตา” มีการพูดถึงหลักฐาน ข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์ของกรรมการรายหนึ่ง ที่ระบุลักษณะการแบ่งสัดส่วนผู้ผ่านคัดเลือกให้กรรมการแต่ละคน
แม้ศาลไม่ได้ชี้ตรง ๆ ว่ามีการทุจริต แต่การที่ศาลเห็นว่ากระบวนการคัดเลือกขาดความชอบธรรม ก็ยิ่งทำให้ข้อครหาดังกล่าวกลับมาถูกตั้งคำถามอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้ง จำนวนมาก เป็นอดีตข้าราชการตำรวจ และบางรายเป็นบุคคลใกล้ชิดผู้บริหารในขณะนั้น
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครได้ตำแหน่ง” แต่คือ “ระบบคัดเลือกยุติธรรมจริงหรือไม่”
แรงสะเทือนถึงเก้าอี้อธิบดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คดีนี้ร้อนแรงกว่าคดีปกครองทั่วไป คือผลกระทบที่ลากมาถึงปัจจุบัน เพราะผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกระบวนการปี 2557 หลายคน เติบโตขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ
ทั้ง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คนปัจจุบัน ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดี และผู้บริหารอีกอีกหลายคน ของดีเอสไอ ชุดปัจจุบัน
เมื่อศาลเพิกถอนกระบวนการเดิม จึงเกิดคำถามสำคัญว่า สถานะตำแหน่งที่ต่อเนื่องมาจากการแต่งตั้งดังกล่าว จะได้รับผลกระทบหรือไม่
แม้ในทางปฏิบัติ กระทรวงยุติธรรมอาจต้องหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. และ อ.ก.พ. เพื่อหาทางออกทางบริหาร แต่แรงกระเพื่อมทางอำนาจเกิดขึ้นแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เส้นทางสู่คดีอาญา
แหล่งข่าวในกระทรวงยติธรรม ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีกำลังพิจารณาใช้สิทธิดำเนินคดีอาญาต่อผู้เกี่ยวข้องบางราย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แม้คำพิพากษาศาลปกครองจะไม่เท่ากับการชี้ความผิดทางอาญาโดยตรง แต่คำวินิจฉัยเรื่อง “การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ” อาจกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในคดีลำดับถัดไป
โดยเฉพาะต่ออดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมในยุคนั้น
เทียบเคส“คดีสรรพากร”
คดีลักษณะนี้ นี้ไม่ใช่ คดีแรก ย้อนกลับไปช่วงปี 2544-2545 กระทรวงการคลัง เปิดคัดเลือกข้าราชการขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร จำนวน 4 ตำแหน่ง แต่กระบวนการดังกล่าวถูกข้าราชการที่พลาดตำแหน่งฟ้องต่อศาลปกครอง โดยชี้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีคัดเลือกขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด
ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งทั้งหมด
เมื่อกระบวนการต้นทางไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งแต่งตั้งย่อมเป็น “โมฆะย้อนหลัง” ตั้งแต่วันแรกที่ออกคำสั่ง
ผลคือ ข้าราชการที่เคยได้รับแต่งตั้ง แม้เวลาผ่านไปหลายปี และบางรายก้าวขึ้นเป็นอธิบดีหรือรองปลัดกระทรวงแล้ว
ก็ต้องถูกย้อนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมก่อนการแต่งตั้ง ไม่เพียงเท่านั้น คดียังลุกลามไปสู่การตรวจสอบทางวินัยและอาญา โดย ป.ป.ช. มีการชี้มูลผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการคัดเลือก รวมถึงอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังในขณะนั้น
ทั้งนี้หลังจากนี้ คงต้องรอดูผลจากการคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าว จะสร้างแรง สั่นสะเทือนถึงเก้าอี้ผู้มีอำนาจ ในดีเอสไอมากน้อยเพียงใด

