วัชรินทร์ อธิบดีอัยการสอบสวน เผยปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร กระทืบมาสด้าเเดงผิดตัว หลังอัยการปราบทุจริตฯยื่นฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ -ม.157 โทษสูง 15 ปี ศาลนัดตรวจหลักฐาน 26 มิ.ย.
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะ หัวหน้าคณะอัยการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับการสอบสวนที่อัยการสูงสุดตั้งในคดี นายธนานพ เกิดศรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง 7 นาย ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นรถมาสด้าสีแดงคันที่ขับหลบหนีการตรวจค้น เมื่อปี2567 เปิดเผยว่าคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 4 ธ.ค. 2567 เวลาเกือบตี 2 ผู้เสียหายคือ นายธนา เกิดศรี หรือที่เขาเรียกกันว่าหนุ่มมาสด้าแดง ซึ่งเป็นบุตรชายของ พ.ต.ท. อดีตข้าราชการตำรวจ ที่ขับรถมาสด้าเข้าด่านตรวจ ปรากฏว่าด่านตรวจก็ปล่อย เนื่องจากไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ ในร่างกาย
หลังจากนั้นไม่นานมีรถมาสด้าสีแดงอีกคันหนึ่งขับมาแต่รถมาสด้าสีแดงคันนีัไม่เข้าด่านตรวจ เนื่องจากมีการดื่มแอลกอฮอล์มา ก็เลยขับออกนอกด่าน
ทางตํารวจจึงได้มีการแจ้งบอกกันว่า มีรถเเหกด่าน เป็นรถมาสด้าสีแดง โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมที่ตามไปไม่รู้ว่ารถคันของ นายธนาเป็นรถคนละคัน ตํารวจชุดจับกุมก็ไปปาดหน้า เเละไปกระชากตัวนายธนา ผู้เสียหายลงมา ซึ่งนายธนาก็เเจ้งว่า “จะจับผมเรื่องอะไรพี่ผมให้ให้ตรวจไปแล้วผมไม่ได้มีแอลกอฮอล์” เเต่ตำรวจกลับไม่ฟังเเละลงมือก่อเหตุรุมทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตรงนี้ถ้าตํารวจชุดจับกุมได้รับฟังตรวจสอบให้ดีจากกล้องวงจรปิดหรือ ทะเบียนรถก็จะไม่เกิดเรื่อง เเบบนี้ เพราะในคดีนี้มีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพชัดเจน เห็นภาพว่ามีการทําร้ายทําร้ายร่างกายอย่างรุนแรงกับผู้เสียหาย
ผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย ก็เลยโทรแจ้งน้องสาว เมื่อน้องสาวเข้ามาที่ด่านตรวจ จึงได้ทำการตรวจสอบตำรวจที่ทำร้ายผู้เสียหายโดยสามารถทราบชื่อตำรวจทุกนาย เมื่อชุดจับกุมไปตรวจสอบจากตำรวจในด่านตรวจและตรวจสอบจากจากกล้องวงจรปิด เเละจากที่ทางตํารวจตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นรถคนละคันจริงๆ ผู้เสียหายที่ถูกทําร้ายบาดเจ็บเยอะมากเลยต้องนําส่งโรงพยาบาลทันที
คดีนี้เมื่อพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ของสถานีตํารวจนครบาลบางเขน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีการรับเรื่องมีการตั้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบทำสำนวนส่งไป ป.ป.ช.
เเต่ในทางข้อกฎหมาย ถ้ามีเรื่องของความผิดต่อเจ้าพนักงานรัฐ เเละมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หลายครั้งมีการเข้าใจผิด ที่เห็นมีข้อหาเป็นเจ้าพนักงานรัฐกระทําความผิดตามมาตรา 157 ก็รีบส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.
แต่ในข้อกฎหมายพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯมาตรา 31 วางหลักไว้ชัดเจนว่าให้แจ้ง ป.ป.ช.เพื่อทราบเท่านั้น ป.ป.ช. จะไม่มีอํานาจการไต่สวน หากมีข้อหาในเรื่อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ แม้ว่า จะมีข้อหาความผิดต่อเจ้างานอยู่ด้วยก็ตาม ซึ่งกฎหมายออกมา 3 ปีแล้ว
คดีนี้ทางน้องสาวกับทางคุณพ่อผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตตำรวจมีความไว้วางใจกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่าก็เลยไปเเจ้งความ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
ในขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน พอทราบว่าเรื่องนี้เข้า พ.ร.บ.อุ้มหายฯด้วยก็ทําหนังสือส่งมาที่อัยการ เพื่อให้อัยการสั่งว่าให้ตัวเองเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
เมื่อมี 2 หน่วยงาน ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เเละตำรวจ สน.บางเขน จะเอาคดีไปทำ กฎหมายระบุไว้ว่าคนที่จะมีอํานาจชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 31 นั้นได้ กําหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด
เรื่องนี้อัยการสูงสุดได้ชี้ขาดให้ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นคนทำคดี โดยกฎหมายบัญญัติไว้อีกว่า ต้องมีอัยการเข้าไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบกํากับการสอบสวน
“ท่านอัยการสูงสุดในขณะนั้นได้ตั้งผมเป็นหัวหน้าคณะทํางาน โดยมีคณะทํางานอัยการในสํานักงานการสอบสวนไปตรวจสอบกำกับการสอบสวนกับดีเอสไอ ในการสอบสวน เรารวบรวมพยานหลักฐานโดยเฉพาะประเด็นที่สําคัญ เราสอบผู้เสียหายหลายครั้ง สอบแพทย์สอบหมดทุกอย่าง ผู้เสียหายเกิดบาดแผล เกิดรอยช้ำ ที่ใบหน้า ที่ตา มีการรักษาต่อเนื่อง รักษายาวเลย ไม่ได้รักษาใช้เวลาเเค่เเป๊ปเดียว ถือเป็นเรื่องใหญ่ ทางเราก็เลยพิจารณา สอบสวนอย่างรอบคอบให้ความเป็นธรรมทุกอย่าง”นายวัชรินทร์กล่าว
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนกล่าวว่า ทางฝ่ายผู้ต้องหาก็สอบแล้วว่ามีทั้งหมด 7 คน มีร้อยตํารวจเอกเป็นหัวหน้าชุด มีสิบตำรวจเอก 5 คน สิบตำรวจโท 1 คน รวมเป็น 7 คน ก็พิจารณาจนไปถึงหลักเกณฑ์เลยว่า ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เพราะผู้บังคับบัญชาเรื่องนี้เป็นสารวัตรจราจร ที่เป็นคนคุมด่าน ก็พิจารณาในประเด็นที่ว่าสารวัตรได้เกี่ยวข้องหรือช่วยปกปิดหรือไม่
เพราะมาตรา 42 กฎหมายนี้ระบุว่า ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชา รู้เรื่องการกระทําแล้วปกปิดช่วยเหลือกันไม่ดําเนินคดีจะโดนไปด้วย เเละมีโทษจําคุกสูงกึ่งหนึ่งพอเราสอบดูแล้วสารวัตรไม่เกี่ยวข้อง จึงมีการดําเนินคดีเฉพาะตำรวจ 7 รายนี้
สอบสวนเสร็จสิ้นสรุปสํานวนว่าทาง 7 ตํารวจจราจรกลาง 7 นาย มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ , ความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ,ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ฐานทําร้ายร่างกายสาหัส ,ความผิดฐานข่มขืนใจตามมาตรา 309 และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามมาตรา 310 เเละพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ มาตรา 5 มาตรา 5 ซึ่งมีโทษหนักเพราะถือว่าเป็นการกระทําแบบร้ายแรง โทษจําคุก 5-15 ปี
เมื่อเข้ามาตรา 5 ทางกระทรวงยุติธรรมต้องเยียวยาชดเชยจ่ายเงินให้กับผู้เสียหายในคดี เป็นจํานวนเงิน 5 เเสนบาท จึงอยากฝากว่าการที่เป็นเจ้าพนักงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจหรืออัยการในการฟ้องคดีก็ต้องอย่าลืมพิจารณมาตราต่างๆเพราะมันจะมีผลต่อเรื่องการที่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา
โดยเมื่อดีเอสไอทำสำนวนเเล้วเสร็จ ก็ได้ส่งสํานวนไปที่พนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต ซึ่งทางอัยการเห็นเลยว่าสํานวนที่ส่งมานี้เป็นสํานวนที่สอบสวนมาอย่างดี ไม่จําเป็นต้องสอบสั่งสอบสวนเพิ่มเติม จึงมีคําสั่งฟ้อง เเละนำตัวอดีต 7 ตำรวจจราจรกลางยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แล้วเมื่อวันวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา
และมีการนัดสอบคําให้การไปแล้วเมื่อ 12 พ.ค. เเละกำหนดให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ถือเป็นการปิดฉากคดีตํารวจจราจร 7 ซ้อมทรมานหนุ่มรถมาสด้าสีแดง ตามที่เคยเป็นข่าวที่โด่งดังมาก
“อยากจะฝากอีกว่าวันนี้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯบังคับใช้มา 3 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ที่มีหน้าที่มีการสืบสวนจับกุมต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้ดี ตอนนี้หมดเวลาที่จะซ้อมหรือจะขู่บังคับผู้ต้องหาเเล้ว โดยเฉพาะการจับไปเข้าเซฟเฮาส์จับไปแล้วไปพาไปในจุดที่ไม่ใช่พาไปพบพนักงานสอบสวน ต้องระวังให้ดี เพราะมีโทษสูงมากถึง 15 ปี วันที่เราทําหน้าที่ เราอาจจะลืมว่ามันมีกฎหมายฉบับนี้อยู่ เราเผลอพลั้งพลาดไปในการทําก็ดี หรือว่าตั้งใจทําก็ดี เพราะสุดท้าย เราอาจจะถูกออกจากราชการแล้วก็ถูกดำเนินคดีอาญาได้ อยากจะเน้นย้ำเพราะเห็นว่ามีคดีมีการกระทำผิดต่อกฎหมายพ.ร.บ.ทรมานหรือพ.ร.บ.อุ้มหายมากขึ้นและมีเจ้าพนักงานหลายหน่วยถูกดําเนินคดีตามกฎหมายนี้” อธิบดีอัยการสอบสวนกล่าว



