DSI มั่นใจไม่เจอทางตันคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ขอลุยสอบตามหลักฐาน – คำให้การพยาน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ ระบุ แม้ต้องรอมติบอร์ด กกต. พิจารณาสำนวนคดีฮั้ว ส.ว. ยกหมดหรือฟ้องดำเนินคดี 229 ราย
เมื่อวันที่ 10 มิถุนานยน สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี
ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม ส.ว.ปัจจุบัน 138 ราย ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่า ความคืบหน้าในคดีฮั้ว ส.ว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์เว้นจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) เพื่อให้ กกต. มีเวลาในการดูข้อมูลเอกสารอย่างละเอียด รวมถึงอาจจะแบ่งพิจารณาตามกลุ่มจังหวัด หรือตามข้อกล่าวหา อาทิ กกต. ได้เริ่มพิจารณาในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการพิจารณาคดีจะออกพร้อมกันหมดทุกคน และเป็นการลงมติพร้อมกันในครั้งเดียว
ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย ส.ว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว ส.ว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วย
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต. ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา
ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. เช่นกัน จึงยืนยันว่า ระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน เป็นต้น ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอก็ต้องสอบสวนและชี้ข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามพยานหลักฐานและคำให้การของพยาน และไม่สามารถสรุปไปได้เลยทันทีว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. จะมีผลกระทบต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ของดีเอสไอทั้งหมด เพราะอย่างไรแล้วก็ต้องนำความเห็นพิจารณาประกอบกันก่อน ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีหากมติของคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดมีความเห็นพ้องกันว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ก็อาจจะมีผลในเรื่องของข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว
ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป ตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่อย่างไรจากที่ได้มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ก็ค่อนข้างมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญา ที่พนักงานสอบสวนทำ ซึ่งหาก กกต. มีการสืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง ทาง กกต. ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว ส่วนการจะตอบเลยว่าท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอ จะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของคณะกรรมการ กกต. คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และก็ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้ง ที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา
ขณะที่ กกต. จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นการซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่ว่าพยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ดคณะกรรมการ กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน

