ตร.ท่องเที่ยวเดินหน้าผนึกเครือข่ายต่างประเทศต่อเนื่อง สกัดนอมินี–ต่างชาติทำผิดกฎหมาย ยกระดับความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อสกัดกั้นการประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแจ้งเบาะแสชาวต่างชาติกระทำความผิดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ตำรวจท่องเที่ยวได้เดินหน้าขยายความร่วมมือกับผู้แทนสถานกงสุลและเครือข่ายอาสาสมัครชาวต่างชาติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สานต่อจากการดำเนินงานในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569
การประชุมดังกล่าวมีผู้แทนสถานกงสุลจาก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเกาหลี แคนาดา เยอรมนี และผู้แทนประเทศอิสราเอลจากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัครชาวต่างชาติจาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ณ ห้องประชุม ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.2 จังหวัดเชียงใหม่
พล.ต.ต.พงษ์สยาม กล่าวว่า ปัจจุบันอาชญากรรมข้ามชาติและการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ขบวนการสแกมเมอร์ เครือข่ายยาเสพติด รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถานทูต สถานกงสุล และเครือข่ายชาวต่างชาติ เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
พล.ต.ต.พงษ์สยาม กล่าวต่อไปว่า อาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน การป้องกันและปราบปรามจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่กับการทำงานเชิงรุกของตำรวจท่องเที่ยว เพราะไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้เพียงลำพัง การบูรณาการข้อมูลและการประสานงานอย่างใกล้ชิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม พร้อมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมวิเคราะห์สถิตินักท่องเที่ยวและแนวโน้มการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาให้สอดคล้องกับรูปแบบอาชญากรรมและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกำหนดแนวทางความร่วมมือในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคม ได้แก่ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ การป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกลวงบุคคลไปทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน การสกัดกั้นการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี การปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติพำนักเกินกำหนด (Overstay) และการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายการแจ้งเบาะแสชาวต่างชาติกระทำความผิด เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยตรง อาทิ การลักลอบขนส่งและใช้กัญชาผิดกฎหมาย การเรียกเก็บค่าบริการจากนักท่องเที่ยวเกินจริงของสถานประกอบการบางแห่ง การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของกลุ่มล่ามแปลภาษา การขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ พฤติกรรมของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ไม่เคารพกฎหมายไทย รวมถึงการลักทรัพย์และอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่นักท่องเที่ยว และการพัฒนาช่องทางประสานงานระหว่างตำรวจท่องเที่ยวกับเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย
สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ควบคู่กับการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานทูต สถานกงสุล และภาคีต่างประเทศ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้รับการยอมรับในระดับสากล อันจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

