กองปราบฯ ตามรวบหนุ่มจีนคาบ้านหรูย่านบางพลี หลังก่อคดีแชร์ลูกโซ่มูลค่าหมื่นล้าน พบเป็นแกนนำแพลตฟอร์มลงทุน ACE หลอกเหยื่อเกือบ 4.7 แสนราย มีเงินหมุนเวียนกว่าหมื่นล้านบาท หนีซุกตัวไทย-ทางการจีนกำลังเร่งล่าตัว
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.ร่วมสั่งการให้ พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์ รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ต.นุกูล ใจอารี สว.กก.4 บก.ป., พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีดาเดช รอง ผกก.ฝ่ายตำรวจสากล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจคนเข้าเมือง จ.สมุทรปราการ ร่วมกันจับกุม นาย JU อายุ 39 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ป. สืบสวนเครือข่ายบริษัทที่มีลักษณะใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือ “นอมินี” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยเฉพาะบ้านพักและอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง

ต่อมาเจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 338/2569 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 6 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พบตัวนาย JU ซึ่งมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทไทยแห่งหนึ่งพักอาศัยอยู่ภายในบ้านดังกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่า นาย JU เป็นบุคคลที่ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยก่อนหน้านี้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีหนังสือถึงกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งข้อมูลว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นบุคคลตามหมายจับของทางการจีน พร้อมขอให้ทางการไทยพิจารณาจับกุมและส่งตัวกลับไปดำเนินคดีในสาธารณรัฐประชาชนจีน
จากการสืบสวนจากทางการจีนระบุว่า นาย JU พร้อมพวกรวม 3 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์และชักชวนประชาชนเข้าร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์มการเงินออนไลน์ชื่อ “ACE” ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยนาย JU ทำหน้าที่พัฒนาระบบและควบคุมการดำเนินงานของแพลตฟอร์มดังกล่าว

สำหรับแพลตฟอร์ม ACE เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2561 โดยใช้รูปแบบการตลาดแบบหลายชั้น (MLM) หรือแชร์ลูกโซ่ หลอกลวงให้ประชาชนร่วมลงทุนและชักชวนสมาชิกใหม่เข้าระบบอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 พบว่ามีสมาชิกที่ยังใช้งานอยู่ถึง 469,767 ราย และมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบรวมกว่า 3.71 พันล้าน USDT คิดเป็นมูลค่าประมาณ 11,000-12,000 ล้านบาทไทย ส่งผลให้ทางการจีนออกหมายจับในข้อหาจัดตั้งและเป็นผู้นำองค์กรแชร์ลูกโซ่ หลอกลวงประชาชนเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ก่อนควบคุมตัวไปจัดทำบันทึกจับกุมที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ และส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้จากการตรวจค้นยังพบเอกสารและหลักฐานสำคัญจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือเดินทางและเอกสารแสดงตนที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ได้แก่ วานูอาตู ปารากวัย เมียนมา เกรนาดา และจีน รวมถึงตรวจยึดทรัพย์สินและสิ่งของรวม 18 รายการ อาทิ ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 20 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก บัตร Thailand Elite บัตรธนาคาร เอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ เงินสดสกุลต่างประเทศ และบัตรประจำตัวจากหลายประเทศ เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบทรัพย์สิน เครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป




