ผบ.ตร. เซ็นเด้ง ผบช.ภ.8 ช่วยราชการ ศปก.ตร. เซ่นกรณีข้อมูลประชุมหลุดว่อนเน็ต กระทบความโปร่งใสองค์กร ตั้งกรรมการสอบส่อบกพร่องหน้าที่
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 278/2569 ลงวันที่ 19 มิ.ย. เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจช่วยราชการและรักษาราชการแทน ใจความว่า
ด้วย ปรากฏข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทาง เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับการประชุมบริหารของตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 อันอาจทำให้ประชาชน และสังคมเกิดความสงสัยหรือขาดความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นที่สงสัยว่ามีข้าราชการตำรวจผู้นี้มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าประพฤติบกพร่องต่อหน้าที่ หากให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานเดิมอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ และเพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส เกิดความเป็นธรรม ปราศจากข้อครหา และมีให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ รวมทั้งมีให้กระทบต่อการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 63 และมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และข้อ 6 (2) ข้อ 9 (1) ประกอบข้อ 16 แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2566 จึงสั่งการ ดังนี้
1.ให้ พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติตำรวจแห่ง อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมายเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
2.ให้ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 8 อีกหน้าที่หนึ่ง
การสั่งให้ช่วยราชการตามคำสั่งนี้เป็นมาตรการทางบริหารเพื่อประโยชน์ของทางราชการ มิใช่มาตรการทางวินัยหรือการลงโทษ และมิได้เป็นการวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำผิดแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

