ลูกสาวร้องอัยการสูงสุดขอความเป็นธรรม คาใจพ่อถูกคนเมาขับรถข้ามเลนพุ่งชนจนแฟนใหม่พ่อดับ แต่ตำรวจกลับสั่งฟ้อง “ประมาทร่วม” อ้างแช่ขวาและไม่เบรกก่อนชน 3 วินาที แฉคู่กรณีมีญาติเป็นบิ๊กข้าราชการในพื้นที่
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เพจสายไหมต้องรอด ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นางสาวศศิธร อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่บิดาและแฟนสาวของบิดา ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ของคู่กรณีที่อยู่ในอาการมึนเมาขับข้ามเลนมาชนสนั่นจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส แต่กลับถูกพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีชี้มูลความผิดว่าเป็น “การประมาทร่วมกันทั้งสองฝ่าย” จนสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ทางครอบครัวเป็นอย่างมาก
อ่านข่าว – ลูกสาว ขอความเป็นธรรม พ่อแม่ถูกคนเมาขับรถข้ามเลนมาชน ตร.ชี้ประมาทร่วม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. บนถนนเส้นท่าตะโก-นครสวรรค์ ในพื้นที่อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โดยในวันเกิดเหตุ บิดาของนางสาวศศิธรได้ขับรถยนต์เดินทางไปทำธุระในตัวเมืองนครสวรรค์พร้อมกับแฟนสาว และอยู่ระหว่างการขับรถเดินทางกลับบ้านพักตามปกติ แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถของคู่กรณีได้เกิดเสียหลักปีนเกาะกลางถนนแล้วพุ่งข้ามเลนเข้ามาชนรถของบิดาอย่างรุนแรง ส่งผลให้คู่กรณีเสียชีวิตคาที่ในจุดเกิดเหตุ ขณะที่บิดาของนางสาวศศิธรได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาหักจนต้องพักรักษาตัวและทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องมานานหลายเดือน ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียเสาหลักในการทำมาหากินไป ส่วนแฟนสาวของบิดาที่นั่งมาด้วยกันได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับคู่กรณีที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา พบว่ามีปริมาณสูงถึง 290 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รถของฝั่งคู่กรณีเป็นฝ่ายเสียหลักข้ามฝั่งมาพุ่งชนเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 4 เดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท่าตะโก ได้สรุปสำนวนคดีโดยระบุว่าคดีนี้เป็นการประมาทร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยทางตำรวจให้เหตุผลอ้างว่า บิดาของนางสาวศศิธรขับรถแช่ในเลนขวา ขับขี่โดยไม่มีความระมัดระวังหรือสังเกตการณ์อย่างเพียงพอ และจากการตรวจสอบพบว่าในช่วงเวลา 3 วินาทีก่อนเกิดการชน ไม่พบการแตะเบรกหรือหักหลบหลีกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่บิดาของเธอในฐานความผิดขับรถโดยประมาทจากการแช่เลนขวา

ข้อสรุปดังกล่าวทำให้ทางครอบครัวของผู้เสียหายรู้สึกค้างคาใจและมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการทำงานของตำรวจอย่างยิ่ง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสเนื่องจากทราบในภายหลังว่า ญาติของผู้เสียชีวิตฝ่ายคู่กรณีเป็นข้าราชการระดับสูงที่มีอิทธิพลในพื้นที่อำเภอท่าตะโก ประกอบกับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ทางฝั่งคู่กรณีเคยเดินทางมาเยี่ยมอาการบาดเจ็บเพียงแค่ครั้งเดียว และเมื่อมีการเจรจาเรียกค่าเสียหายก็ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้จนถึงปัจจุบันทางครอบครัวยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยความไม่มั่นใจในสำนวนการสอบสวนของตำรวจ ทางเพจสายไหมต้องรอดจึงได้นำตัวนางสาวศศิธรเข้าฟ้องร้องและขอคำปรึกษาทางกฎหมายต่อสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย (สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ทางพนักงานอัยการช่วยตรวจสอบความถูกต้องและเป็นธรรมในการสรุปสำนวนของพนักงานสอบสวนในประเด็น “ประมาท 3 วินาที” ดังกล่าว
ทางด้าน นายนิรันด์ ยั่งยืน รองอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ได้เปิดเผยภายหลังรับเรื่องร้องเรียนว่า ในเบื้องต้นทางสำนักงานฯ ได้ให้คำแนะนำในเชิงข้อกฎหมายแก่ผู้ร้องเรียน พร้อมแนะนำให้เดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย โดยในส่วนของ สคช. จะไม่มีการเข้าไปก้าวล่วงในรายละเอียดเชิงลึกของคดี แต่จะทำหน้าที่ส่งเรื่องประสานงานเพื่อกำชับไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ให้ตรวจสอบอย่างรัดกุม
ทั้งนี้ ปัจจุบันคดียังคงอยู่ในขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง จึงขอให้ทางครอบครัวผู้เสียหายเชื่อมั่นว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ เนื่องจากตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว หากพนักงานอัยการได้รับสำนวนมาและตรวจพบว่าการสอบสวนยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะสั่งตีกลับเพื่อให้พนักงานสอบสวนไปทำการสอบเคร่งครัดเพิ่มเติม หรือหากพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ในคดีไม่เข้าข่ายความผิดตามที่ตำรวจแจ้งข้อหา พนักงานอัยการก็มีอำนาจที่จะสั่งไม่ฟ้องในข้อหาแช่ขวาประมาทร่วมนั้นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องรอคอยให้ทางตำรวจส่งสำนวนคดีมาถึงมือก่อน จึงจะสามารถดำเนินการพิจารณาในขั้นต่อไปได้


