ทนายวิฑูรย์ เผยบริษัทQRS ถูกศาลออสซี่ สั่งปิด 95 แห่ง ไม่น่าเชื่อถือ ปมพัวพันสแกมเมอร์
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความ ให้สัมภาษณ์ รายการเจาะลึกทั่วไทย กรณีนำผู้เสียหาย 2 ราย จากกรณีการลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex)เข้าให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในชั้นพยาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงก่อนพิจารณาแนวทางดำเนินคดี
นายวิฑูรย์ ระบุว่า ผู้เสียหายทั้งสองราย เคยเข้ารับการอบรมและลงทุนผ่านโบรกเกอร์ HFM หรือ HotForex โดยมีบุคคลที่ถูกเรียกว่า “โค้ชเจมส์” ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านการเทรดและชักชวนให้สมัครใช้งานผ่านระบบของโบรกเกอร์ดังกล่าว ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโค้ชรายดังกล่าวเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ แต่มีลักษณะคล้ายตัวแทนแนะนำลูกค้า (Introducing Broker:IB) ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นผู้สอนการเทรด ซึ่งอาจได้รับค่าตอบแทนจากการนำลูกค้าเข้าสู่ระบบ
นายวิฑูรย์ ยังกล่าวว่า สำหรับลักษณะความเสียหายครั้งนี้ แตกต่างจากคดีลักษณะฝากเงินให้ผู้อื่นบริหารแบบในอดีต เนื่องจากผู้ลงทุนเป็นผู้ทำธุรกรรมซื้อขายด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์ม จึงยังต้องตรวจสอบว่าความเสียหายเกิดจากความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติ หรือมีองค์ประกอบของการหลอกลวงหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่ DSI อยู่ระหว่างตรวจสอบ คือ รูปแบบการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม ว่ามีการส่งคำสั่งซื้อขายเข้าสู่ตลาดจริงหรือเป็นระบบภายใน รวมถึงตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบัญชีของผู้สอนกับผู้ติดตามการเทรด ตลอดจนเส้นทางธุรกรรมทางการเงิน
ทนายวิฑูรย์ ยังอธิบายว่า การซื้อขาย Forex เป็นธุรกรรมลักษณะ ซื้อขายนอกตลาดกลาง (OTC: Over the Counter) และในทางปฏิบัติมีทั้งรูปแบบที่ส่งคำสั่งต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่องรายใหญ่ และรูปแบบที่ผู้ให้บริการรับความเสี่ยงไว้เอง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มที่ใช้งานมีลักษณะใด ด้านแนวทางทางกฎหมาย เบื้องต้นอาจต้องพิจารณาประเด็นการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงความเกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และกฎหมายกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงิน หากพบข้อเท็จจริงเข้าข่ายความผิด นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการตรวจสอบระบบชำระเงิน (Payment Gateway) ที่ใช้รับ–ส่งเงินของลูกค้า เพื่อดูเส้นทางเงินว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการหรือบุคคลใดเพิ่มเติมหรือไม่
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ได้ให้ข้อมูลแก่ DSI เกี่ยวกับโบรกเกอร์ต่างชาติอีกรายคือ QRS Global ซึ่งไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย แต่อ้างว่าจดทะเบียนในนิวซีแลนด์ และได้รับใบอนุญาตทางการเงินจากประเทศสหภาพคอมโมรอส (Union of the Comoros) ซึ่งมักเป็นกลุ่มประเทศหมู่เกาะ ที่กลุ่มทุนสีเทานิยมใช้บริการขอใบอนุญาตเพื่อความสะดวก ในการดำเนินกิจการ
ล่าสุดระบุว่า ศาลประเทศออสเตรเลีย โดยการร้องเรียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลีย (ASIC) ได้มีคำพิพากษา สั่งปิดบริษัทในเครือดังกล่าวไปแล้วรวมกว่า 95 บริษัท เนื่องจากตรวจสอบพบพฤติการณ์ไม่น่าเชื่อถือ กรรมการไม่มีตัวตนจริง และมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีความพัวพันใกล้ชิดกับกลุ่มสแกมเมอร์ (Scammer) ที่หลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุน
ทนายวิทูรย์ ยังกล่าวว่า จากพฤติการณ์เป็นการสมัครใจเทรดและสูญเสียเงินจากระบบ หากดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยตรงอาจมีจุดอ่อนในชั้นศาล เบื้องต้นDSI จึงเตรียมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (เนื่องจากมีการเปิดให้ซื้อขายดัชนีราคาทองคำและน้ำมัน)
ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งถือเป็นข้อหาเปิดธุรกิจเถื่อน นอกจากนี้ อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาตรวจสอบและควบคุมดูแลระบบ Payment Gateway (ช่องทางการชำระเงินออนไลน์) เนื่องจากพบว่าโบรกเกอร์เถื่อนเหล่านี้ (โดยเฉพาะกรณี HFM ที่ใช้บริการระบบ ‘Leny’) มักจะใช้ช่องทางดังกล่าวร่วมกับบัญชีม้าในการผันเงินข้ามแดนและฟอกเงิน

