เจาะลึกกฎหมายเลมอน มิติใหม่คุ้มครองผู้บริโภค

24.06.26 | 07:23 น.

หมายเหตุ – ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน สรุปสาระสำคัญของกฎหมาย Lemon Law หรือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าให้ชัดเจน สอดคล้องสภาพการซื้อขายในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้า

มีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้

  1. ขอบเขตการบังคับใช้

1) ครอบคลุมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า โดยกำหนดให้ “ผู้ซื้อ” หมายความรวมถึงผู้รับโอนหรือสืบสิทธิในสินค้าจากผู้ซื้อสินค้านั้นด้วย และ “ผู้ขาย” หมายความว่า ผู้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นปกติธุระ

2) ใช้บังคับกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากการซื้อขายสินค้าทั่วไป และ ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าบางประเภทอันเนื่องมาจากการซื้อขายสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์

3) ไม่ใช้บังคับแก่ของที่ใช้แล้ว และไม่ใช้บังคับแก่สัตว์มีชีวิต รวมถึงสินค้าอื่นตามกำหนดในกฎกระทรวง

Advertisement

4) ใช้บังคับกับสัญญาแลกเปลี่ยน สินค้าตามสัญญาเช่าซื้อ และการซื้อสินค้าโดยมีบุคคลที่สามเป็นผู้ให้สินเชื่อและชำระราคาสินค้าแก่ผู้ขาย โดยมีการส่งมอบการครอบครองให้ผู้รับสินเชื่อไปใช้ประโยชน์ด้วย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

5) คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) มีข้อสังเกตว่า เจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นการขยายสิทธิและหน้าที่ของผู้ซื้อและผู้ขายที่มีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายจะเป็นผู้บริโภคหรือไม่ ไม่เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ข้อพิพาทตามร่างพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ก็ได้

  1. ผู้ขายต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่มีอยู่ในเวลาส่งมอบสินค้าไม่ว่าผู้ขายจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องของสินค้าหรือไม่ก็ตาม และสำหรับสินค้าที่ต้องมีการติดตั้งหรือประกอบตามคู่มือที่ผู้ขายจัดให้ ผู้ขายต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้านั้นด้วยเช่นกัน และรวมไปถึงส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ของสินค้าที่ผู้ขายได้ติดตั้งเพิ่มเติมหรือให้ไว้ขณะทำสัญญาซื้อขายในฐานะเป็นของใช้ประกอบกับสินค้านั้นด้วย แม้ว่าจะเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ซื้อก็ตาม
  2. ข้อตกลงใดที่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้าก่อนที่ผู้ซื้อจะพบว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่อง ที่เป็นผลเสียหรือเป็นภาระแก่ผู้ซื้อ ให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
  3. หลักข้อสันนิษฐานความรับผิด ในกรณีที่สินค้าชำรุดบกพร่องภายในกำหนดเวลานับแต่วันส่งมอบสินค้า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่องในเวลาส่งมอบสินค้า โดยกรณีสินค้าทั่วไป กำหนดไว้ 6 เดือน กรณีรถยนต์ กำหนดไว้ 1 ปี และกรณีรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 6 เดือน นับแต่วันส่งมอบ
  1. หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (strict liability)

นำหลักเกณฑ์ความรับผิดโดยเคร่งครัด (strict liability) มาใช้บังคับ ทำให้ผู้ซื้อสินค้าไม่ต้องพิสูจน์ถึงความเสียหายของสินค้าในขณะที่มีการส่งมอบสินค้า ในกรณีดังต่อไปนี้

  • กรณีของรถยนต์ หากปรากฏความชำรุดบกพร่อง ภายในเวลา 1 ปีหรือใช้งานเป็นระยะทางไม่เกิน 1 หมื่นกิโลเมตร นับแต่วันส่งมอบ หรือกรณีของรถจักรยานยนต์ หากปรากฏความชำรุดบกพร่อง ภายในเวลา 6 เดือนหรือใช้งานเป็นระยะทางไม่เกิน 5 พันกิโลเมตร นับแต่วันส่งมอบ ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องทุกกรณี เว้นแต่กรณีที่ความชำรุดบกพร่องเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ซื้อเอง ภายหลังจากผู้ซื้อได้รับมอบสินค้า
  • กรณีของเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ หากปรากฏความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน 14 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ และผู้ขายต้องเปลี่ยนสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าผู้ขายปฏิเสธไม่เปลี่ยนสินค้าหรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา
  1. สิทธิของผู้ซื้อในการเรียกให้ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้า

1) เรียกให้ผู้ขายซ่อมแซมสินค้า

2) เรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า

3) ขอลดราคาสินค้า

4)  เลิกสัญญา

  1. กรณีการซ่อมแซมสินค้า ประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

1) หากผู้ขายได้ซ่อมแซมสินค้าจนความชำรุดบกพร่องนั้นหมดสิ้นไปภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้านั้นไว้ซ่อมแซม ผู้ซื้อจะไม่ยอมรับสินค้าที่ซ่อมแซมจนใช้งานได้ดีแล้วนั้นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ขายอาจเลือกที่จะเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้ซื้อแทนการซ่อมแซมก็ได้

2) ถ้าผู้ซื้อใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า ผู้ขายอาจเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าก่อนได้

3) หากผู้ซื้อใช้สิทธิขอลดราคาสินค้า ผู้ขายอาจเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าก่อนได้ หากการลดราคาสินค้าก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ขาย

4) หากเป็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ไม่ใช่ในสาระสำคัญ ผู้ซื้อต้องใช้สิทธิเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซมสินค้าก่อน

5) ในกรณีของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หากผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซม ปฏิเสธที่จะซ่อมแซมและไม่เปลี่ยนสินค้า ผู้ซื้ออาจบอกกล่าวต่อผู้ขายว่าจะให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมแทนผู้ขาย โดยให้ผู้ขายเสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้

  1. กรณีการเปลี่ยนสินค้า ประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

1) สินค้าที่ผู้ขายจะเปลี่ยนให้ ต้องเป็นสินค้าใหม่ ประเภทและชนิดเดียวกัน ที่ไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน

2) ผู้ขายอาจเลือกที่จะเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้ซื้อแทนการซ่อมแซมก็ได้

3) ในกรณีที่ผู้ซื้อใช้สิทธิขอลดราคาสินค้า ผู้ขายอาจเลือกที่จะเปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อก่อนได้ หากการลดราคาสินค้าก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ขาย

4) ในกรณีความชำรุดบกพร่องของสินค้าเป็นสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ และผู้ขายต้องเปลี่ยนสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

5) กรณีที่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน 14 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้าได้ และผู้ขายต้องเปลี่ยนสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

  1. กรณีการขอลดราคาสินค้า ประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

1) ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายซ่อมแซมสินค้าแล้วการซ่อมแซมทำให้สินค้าเสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาสินค้าได้

2) ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายซ่อมแซมสินค้า แต่ผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมสินค้าให้ความชำรุดบกพร่องหมดสิ้นไปได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อมแซม หรือผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซมสินค้าและไม่เปลี่ยนสินค้าให้ ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาสินค้าได้

3) กรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เมื่อผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องหมดสิ้นไปภายใน 90 วัน สำหรับรถยนต์ หรือ 60 วัน สำหรับรถจักรยานยนต์ นับแต่วันที่รับมอบไว้ซ่อมแซม หรือผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซม ผู้ซื้อมีสิทธิขอลดราคาสินค้าได้

  1. กรณีการเลิกสัญญา

10.1 เหตุการเลิกสัญญาสำหรับสินค้าทั่วไป

1) กรณีผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมสินค้าให้ความชำรุดบกพร่องหมดสิ้นไปได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อมแซม หรือผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซมสินค้าและไม่เปลี่ยนสินค้าให้

2) กรณีผู้ขายปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสินค้าและปฏิเสธซ่อมแซมสินค้า หรือเลือกที่จะซ่อมแซมสินค้าแต่ไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องหมดสิ้นไปได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อมแซม

3) กรณีผู้ซื้อขอลดราคาสินค้าแล้วผู้ขายเลือกที่จะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าให้เพราะเห็นว่าการลดราคาสินค้าจะก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ขาย แล้วผู้ขายปฏิเสธที่จะลดราคาสินค้า ซ่อมแซมสินค้า หรือเปลี่ยนสินค้านั้น

4) กรณีความชำรุดบกพร่องของสินค้าเป็นสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นภายใน7 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า ผู้ซื้อได้เรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า แต่ผู้ขายปฏิเสธไม่เปลี่ยนสินค้าหรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ

10.2 เหตุการเลิกสัญญาสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์

1) เป็นความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัย และผู้ขายไม่มีรถยนต์
หรือรถจักรยานยนต์คันใหม่ที่จะเปลี่ยนให้

2) กรณีความชำรุดบกพร่องกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เมื่อผู้ขายไม่สามารถซ่อมแซมให้ความชำรุดบกพร่องหมดสิ้นไปภายใน 90 วัน สำหรับรถยนต์หรือ 60 วัน สำหรับรถจักรยานยนต์ นับแต่วันที่รับมอบไว้ซ่อมแซม หรือผู้ขายปฏิเสธที่จะซ่อมแซม

10.3 เหตุการเลิกสัญญาสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์

กรณีความชำรุดบกพร่องของสินค้าเป็นสาระสำคัญและพบเห็นความชำรุดบกพร่องภายใน 14 วันนับแต่วันที่รับมอบสินค้า และผู้ซื้อได้เรียกให้ผู้ขายเปลี่ยนสินค้า แต่ผู้ขายปฏิเสธไม่เปลี่ยนสินค้าหรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ

10.4 การเลิกสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่มีสิทธิเลิกสัญญา เว้นแต่ผู้ซื้อและผู้ขายเห็นชอบร่วมกันให้เลิกสัญญา โดยให้ผู้ขายมีสิทธิคิดค่าเสื่อมสภาพอันเกิดจากการใช้สินค้า ณ วันรับมอบสินค้าคืน โดยหักจากเงินที่ผู้ขายจะต้องคืนให้แก่ผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในกรณีเลิกสัญญาตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้คิดดอกเบี้ยในเงินที่ผู้ขายจะต้องคืนด้วย

10.5 เมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญากรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ และกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้อง ดังนี้

1) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ตามสมควร ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์อื่นใดให้แก่ผู้ซื้อเพื่อชดเชยการขาดประโยชน์หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์

2) ราคาสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย โดยคิดตั้งแต่เวลาที่ผู้ขายได้รับไว้

3) ค่าเสียหายอื่นอันเกิดจากความชำรุดบกพร่องตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น

ทั้งนี้ ผู้ขายมีสิทธิคิดค่าเสื่อมสภาพอันเกิดจากการใช้งานสินค้าดังกล่าวจากผู้ซื้อได้

  1. การซื้อสินค้าตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ซื้อในการที่จะเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าเช่นเดียวกับผู้ขาย ถ้าผู้เช่าซื้อใช้สิทธิเรียกให้ผู้ให้เช่าซื้อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้า หากผู้ให้เช่าซื้อดำเนินการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าเกินกว่าจำนวนวันหรือเดือนที่นำมากำหนดในแต่ละงวดของการชำระค่าเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเลื่อนชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อในงวดต่อไปจนกว่าจะได้รับสินค้าที่ได้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ปราศจากความชำรุดบกพร่องแล้ว ในกรณีนี้ ให้ผู้เช่าซื้อเริ่มชำระค่าเช่าซื้อต่อไปตามจำนวนงวดเช่าซื้อที่เหลืออยู่ และถ้าผู้เช่าซื้อขอลดราคาสินค้า เมื่อได้จำนวนเงินที่ลดราคาลงแล้ว  ให้คำนวณการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเสียใหม่หรือลดจำนวนงวดการผ่อนชำระลง
  2. การซื้อสินค้าที่มีบุคคลที่สามเป็นผู้ให้สินเชื่อ การใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ซื้อในการซื้อสินค้าโดยมีบุคคลที่สามเป็นผู้ให้สินเชื่อและชำระราคาสินค้าแก่ผู้ขาย และมีการส่งมอบการครอบครองให้ผู้รับสินเชื่อไปใช้ประโยชน์ โดยผู้ให้สินเชื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าเพื่อเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อดังกล่าว ผู้รับสินเชื่อสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ซื้อต่อผู้ขาย เพื่อให้มีการซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า ขอลดราคาสินค้า หรือเลิกสัญญาได้โดยตรง และการดำเนินการดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาระหว่างผู้รับสินเชื่อกับผู้ให้สินเชื่อ
  3. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดสินค้าอื่นให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติที่ใช้กับสินค้าบางประเภทเป็นการเพิ่มเติมได้
  4. อายุความ ในการเรียกให้ผู้ขายรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ให้นับแต่เวลาที่ผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือเวลาที่ผู้ขายยอมรับที่จะซ่อมแซม ยอมรับที่จะเปลี่ยน หรือยอมรับที่จะลดราคาให้แก่ผู้ซื้อ โดยในกรณีสินค้าทั่วไปให้ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปี กรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ ให้ขาดอายุความเมื่อพ้นสองปี